ท้ายซอยตำแยมีบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน 2 ชั้นอยู่หลังหนึ่ง เจ้าของบ้านผัวเมียเป็นข้าราชการเกษียณ ต่างมีอายุคนละ 61 ปี ผัวเมียคู่นี้มีชื่อเรียกอย่างไร ทองดี โคกกระโดน จำไม่ได้ หน้าที่ของเขาเท่าที่ผู้เช่าพอจะมี คือการถ่ายสำเนาบัตรประชาชน เซ็นรับรองสำเนา พร้อมเงินสดล่วงหน้า 1 เดือนและค่าเช่าอีก 1 เดือน มอบให้เจ้าของบ้านผู้เมีย แล้วเขา-ทองดี โดกกระโดนก็หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่
บ้านหลังใหญ่ แบ่งตามหลักเกณฑ์ง่ายๆได้ 4 ห้อง เจ้าของบ้านอาศัยอยู่ชั้นบน โดยใช้เป็นที่หลับที่นอน 1 ห้อง ทำเป็นห้องพระ 1 ห้อง ชั้นล่างก็แบ่งเป็น 2 ห้องโดยมีบันไดกั้นกลาง ซีกหนึ่งทำเป็นห้องนั่งเล่น รับแขก และทำครัว ส่วนอีกห้องว่างอยู่ เจ้าของบ้านควรจะมีรายได้ทางอื่นนอกจากบำนาญ จึงประกาศให้เช่า ด้วยเหตุนี้ ห้องๆนี้จึงตกมาอยู่ในความครอบครอง(เช่า)ของทองดี โคกกระโดน
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
"ดวงใจเล็กๆของเราเอง"
๑)
ฉันมองมวลหมู่สีชมพูอ่อนของดอกชมพูพันธ์ทิพย์ที่หล่นอยู่เกลื่อนพื้น เสียงทุ้มอันชาเย็นยังแว่วอยู่ในหู ทำไมเขาจึงกล้าเรียกชมพูพันธ์ทิพย์ว่าซากุระเมืองไทย เป็นเพราะเขาไม่เคยไปญี่ปุ่นเพื่อดูดอกซากุระจริงๆแน่เลย เขาจึงไม่รู้ว่าดอกซากุระและไอ้ชมพูพันทิพธุ์ของเขานั้นมันมีส่วนแตกต่างกันอยู่มาก เขาเป็นผู้ชายที่ชอบมองอะไรอย่างผิวเผิน ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่ฉันได้รู้จักกับเขามา ฉันยังไม่เคยเห็นเขาสนใจอะไรจริงๆจังๆเลยสักครั้ง...ยกเว้นหนังสือ
ฉันมองมวลหมู่สีชมพูอ่อนของดอกชมพูพันธ์ทิพย์ที่หล่นอยู่เกลื่อนพื้น เสียงทุ้มอันชาเย็นยังแว่วอยู่ในหู ทำไมเขาจึงกล้าเรียกชมพูพันธ์ทิพย์ว่าซากุระเมืองไทย เป็นเพราะเขาไม่เคยไปญี่ปุ่นเพื่อดูดอกซากุระจริงๆแน่เลย เขาจึงไม่รู้ว่าดอกซากุระและไอ้ชมพูพันทิพธุ์ของเขานั้นมันมีส่วนแตกต่างกันอยู่มาก เขาเป็นผู้ชายที่ชอบมองอะไรอย่างผิวเผิน ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่ฉันได้รู้จักกับเขามา ฉันยังไม่เคยเห็นเขาสนใจอะไรจริงๆจังๆเลยสักครั้ง...ยกเว้นหนังสือ
ป้ายกำกับ:
เรื่องสั้น
