ผมกำหนดแผนการชั่วคราวสำหรับการใช้ชีวิตในวันนี้ไว้ว่า หลังจากส่งหญิงสาว “ลงเรือ” เพื่อข้ามฟากจาก “ท่าวังหลัง” ไปยัง “ท่าพระจันทร์” แล้ว ผมจะพยายามใช้ชีวิตให้อยู่ในขอบเขตของคำว่า “วรรณกรรม” ให้มากที่สุด
แต่ขอบเขตของวรรณกรรมสำหรับผมในช่วงนี้ จะเป็นเพียงการเสพวรรณกรรมเท่านั้น เรื่องจะให้ไปสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อประดับไว้ในบรรณาพิภพ ผมรู้สึกว่าผมยัง “มือไม่ถึง” แต่กระนั้นก็ดี ผมก็ยังมีบทกวีชิ้นหนึ่งที่เมื่อผมเขียนและอ่านทวนดูแล้ว คิดว่าน่าจะส่งไปให้ท่านบรรณาธิการที่ผมชื่นชอบพิจารณา ส่วนจะผ่านด่านของท่านไปได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปหวั่นวิตกแต่อย่างใดเลย
ดังนั้นทันที่ที่หญิงสาวแยกไปลงเรือ ผมจึงแวะแผงหนังสือพิมพ์ ซื้อมติชนฉบับวันอาทิตย์ราคาสิบบาท และซื้อกรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์ราคายี่สิบบาท กรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์นี้จะมีเซ็กชั่นจุดประกายวรรณกรรม ซึ่งมีเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยคุณนิรันดร์ศักดิ์ บุญจันทร์ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นหนทางเดียวที่ผมจะได้เฉียดใกล้คำว่าวรรณกรรมในวันที่การงานบังอาจมายุ่มย่ามชีวิตผมแม้ในวันหยุด
ผมแวะซื้อข้าวกะเพราเนื้อที่ร้านปากซอย แวะจิบกาแฟกระป๋องที่ร้านอาเฮียคนคุ้นเคย ก่อนจะกลับมานั่งจ้องกองหนังสือเขรอะฝุ่นข้างฟูกนอน ผมจำได้ว่ามีจดหมายจากกองบรรณาธิการราหูอมจันทร์ซุกซ่อนอยู่ในกองหนังสือเหล่านี้ จดหมายปฏิเสธที่ช่วยกระตุ้นให้ผมอยากเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดส่งไปให้พิจารณาอีกครั้ง และในกองหนังสือเหล่านี้ ยังมีนิตยสารขวัญเรือนที่ตีพิมพ์เรื่องสั้นของผมซุกซ่อนอยู่ เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตที่เป็นกำลังใจให้ผมอยากมีเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งเช่นกัน
ผมคิดถึงสหายทั้งหลายของผมที่เงียบหายไปจากบอร์ด ผมเชื่อว่าพวกเขาก็คงกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของวรรณกรรมอย่างไม่รู้จักจืดจาง
ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปผจญภัยในโลกกว้าง ผมคิดว่าผมจะต้องใช้ชีวิตให้อยู่ในขอบเขตของวรรณกรรมให้มากที่สุด...เพื่อไม่ให้จืดจาง
บ่ายแก่จัด
วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒