<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797</id><updated>2011-07-08T09:31:55.832+07:00</updated><category term='ทองดี โคกกระโดน'/><category term='เรื่องสั้น'/><category term='ดอกไม้ สายลม แสงแดด และฯลฯ'/><category term='จดหมาย'/><category term='บันทึกระหว่างทาง'/><category term='บทความถูกใจ'/><title type='text'>นารินทร์  ทองดี</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>21</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4575779443446318305</id><published>2010-07-27T19:10:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T19:10:41.210+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความถูกใจ'/><title type='text'>ระหว่างหัวใจไทยกับหัวใจมนุษย์</title><content type='html'>&lt;span class="size1" style="color: grey;"&gt;วันที่ 26 กรกฎาคม  พ.ศ. 2553&lt;/span&gt;&lt;span class="size1" style="color: grey;"&gt;&amp;nbsp;เวลา&amp;nbsp;20:00:00&amp;nbsp;น.&lt;/span&gt;    &lt;span class="size2" style="color: grey;"&gt;&amp;nbsp;มติชนออนไลน์&lt;/span&gt; &lt;!--&lt;font size="2" color="#892000"&gt;อ่านล่าสุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;คน&lt;/font&gt;--&gt;   &lt;br /&gt;&lt;center&gt;&lt;/center&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #b83d00; font-family: ms sans-serif,Tahoma,DB ThaiTextFixed,Thonburi; font-size: medium;"&gt;&lt;b&gt;ระหว่างหัวใจไทยกับหัวใจมนุษย์ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0099cc; font-family: ms sans-serif,Tahoma,DB ThaiTextFixed,Thonburi; font-size: small;"&gt;โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: black; font-family: ms sans-serif,Tahoma,DB ThaiTextFixed,Thonburi; font-size: small;"&gt;&lt;style&gt; P { margin: 0px; } &lt;/style&gt; นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป ใครซื้ออาหารเลี้ยงช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ จะถูกปรับเป็นเงิน 10,000 บาท แต่เนื่องจากทาง กทม.เกรงว่า กฎหมายใหม่ยังไม่เป็นที่รู้กันทั่วไป ในระยะแรกจึงจะตักเตือนก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือโครงการ "ช้างยิ้ม" ของ กทม. จุดมุ่งหมายคือขจัดช้างเร่ร่อนออกจาก กทม.ให้หมด เพื่อประโยชน์ต่อตัวช้างเอง เพราะช้างเป็นสัตว์ที่ไม่เหมาะจะมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในเมือง ไม่มีแหล่งอาหารสำหรับช้างในเมือง และไม่มีความปลอดภัยสำหรับสัตว์ที่ใหญ่และออกจะเก้งก้างเช่นนั้นในเมืองที่ การจราจรคับคั่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันที่จริง เมืองเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตของสัตว์สักประเภทเดียว รวมทั้งมนุษย์ด้วย แต่สัตว์หลายประเภทปรับตัวได้ นับตั้งแต่ยุง, แมลงสาบ, สุนัข, แมว, และคน ซึ่งในเวลาอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ส่วนใหญ่ของมนุษย์ทั้งโลกจะเข้ามาอยู่ในสิ่งแวดล้อมชนิดนี้ทั้งหมด แต่ช้างปรับตัวไม่ได้ จึงทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสในเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความพยายามจะขจัดช้างออกจากเมือง จึงเป็นเป้าหมายของหน่วยงานต่างๆ มานานแล้ว ทั้งของรัฐและเอกชน และเพราะไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้เกิดโครงการ "ช้างยิ้ม" ของ กทม.ขึ้นในครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช้างไทยกับชาวนาไทยนั้นมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน เพราะ "อาชีพ" ของช้างบ้าน (หรือ "ช้างขอ") ได้หมดไปแล้ว เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสังคม ส่วน "อาชีพ" ใหม่ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวซึ่งรับช้างตกงานไปมากที่สุด ก็ยังไม่สามารถดูดซับช้างบ้านได้หมด จึงทำให้เขาไม่มีงานทำ ต้องเข้ามาเร่ร่อนหากินในเมือง ช้างเร่ร่อนอยู่ตามร้านข้าวต้ม, ชาวนาซุกอยู่ในโรงงานที่ไม่ต้องการฝีมือแรงงาน และในสลัม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคล้ายกันอีกอย่างหนึ่งของช้างไทยกับชาวนาไทยก็คือ ช้างมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ชาวนาไทยก็ผลิตได้ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเหมือนกัน เราไม่อาจมองช้างเป็นสัตว์โดดๆ เหมือนสุนัขหรือแมวได้ หากต้องมองเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ที่เป็นแหล่งอาหารของเขา และเนื่องจากเขากินจุมาก อีกทั้งยังตกงาน อาหารที่เขาพึงกินจึงต้องเป็นอาหารที่เจ้าของช้างไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย ได้แก่ ป่าดงที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน ซึ่งสมัยก่อนถือเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับคนเลี้ยงช้างทุกคน แต่เพราะไม่ระวังรักษา จึงถูกบุกรุกจนแทบไม่เหลืออีกแล้ว หนทางเดียวที่ช้างตกงานจะอยู่รอดก็คือ เข้าเมืองเพื่อกินอาหารจากกระเป๋าของคนอื่น อาหารประเภทนี้ออกมาในรูปธนบัตร ทำให้คนแย่งช้างกินได้ด้วย ที่หากินได้น้อยอยู่แล้ว จึงยิ่งน้อยลงไปใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวนาก็เหมือนกัน ไม่ใช่คนโดดๆ กับผืนนาของตนเอง แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศ ทั้งนิเวศทางวัฒนธรรม และภูมินิเวศที่เหมาะสม จึงสามารถทำการผลิตในที่นาของตนอย่างได้ผล (คือไม่ขาดทุน) เมื่อระบบนิเวศเหล่านี้พังสลายลง ชาวนาก็ไม่สามารถผลิตได้ และต้องเข้าเมืองเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ แต่ก็พบว่า อาหารชนิดใหม่เหล่านี้ออกมาในรูปของธนบัตรซึ่งเมื่อคนกินไม่หมด ก็ยังอาจซุกเก็บเอาไว้หรือไปทำให้มันงอกงามขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้น จึงมีคนเข้ามาแย่งอาหารในแหล่งอาหารชนิดนี้กันมากมาย ไม่ใช่เพื่อกินอย่างเดียว แต่เพื่อกักตุนไว้ให้มากๆ ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวนาไม่มีทักษะอะไรจะขายในแหล่งอาหารใหม่นี้เลย จึงต้องยอมรับค่าจ้างถูกๆ เพื่อประทังชีวิตต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช้างไทยและชาวนาไทย คือรูปธรรมของความล้มเหลวในการเข้าสู่สังคมทันสมัยของไทยเอง เพราะไม่ได้ปูทางให้คนส่วนใหญ่ได้เข้าสู่สังคมทันสมัย อย่างที่จะมีอำนาจต่อรองอันเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ, การเมือง หรือวัฒนธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องมันใหญ่เสียจนการออกกฎหมายไม่ให้คนซื้ออ้อยเลี้ยงช้างเร่ร่อนเป็นแค่แมงหวี่ที่ตอมหูตอมตาช้างเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว กฎหมายอย่างนี้ยังต่อต้านสัญชาตญาณที่ดีของมนุษย์ และมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม รวมทั้งวัฒนธรรมไทยด้วย นั่นคือความรู้สึกร่วมทุกข์กับเพื่อนร่วมโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเชื่อว่า ส่วนใหญ่ของคนควักเงินซื้ออ้อยเลี้ยงช้าง ต่างก็รู้ถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของช้างเร่ร่อน ที่ต้องมาเดินอดโซอยู่ในเมือง ทั้งร้อนทั้งเครียด ผิดธรรมชาติของช้าง แต่ปัญหามันใหญ่เกินกว่าคนใจบุญเหล่านี้จะแก้ไขได้ ที่ทำได้เล็กๆ น้อยๆ ก็คือให้ช้างได้กินบ้าง เท่าที่กำลังทางเศรษฐกิจของตนจะพอเกื้อหนุนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใจอย่างนี้มีคุณค่า เป็นพื้นฐานของเหตุผลที่เราจะมีชีวิตในสังคมต่อไป รัฐที่ฉลาดจะขยายใจอย่างนี้ไปสู่อะไรได้อีกหลายอย่าง นับตั้งแต่โครงการสวัสดิการทางสังคม, เครือข่ายความปลอดภัยทางเศรษฐกิจและสังคม, ความเป็นธรรมในสังคม ฯลฯ อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เหมาะแก่การดำรงชีวิตทั้งของคน, สัตว์ และพืชได้ในระยะยาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การขจัดช้างเร่ร่อนออกจากเมืองด้วยการทำลายใจอย่างนี้ จึงได้ไม่คุ้มเสีย เพราะคุณค่าทางนามธรรมดังกล่าวนี้ มีความสำคัญเสียยิ่งกว่าจะมีหรือไม่มีช้างเร่ร่อนในเมือง เพราะถึงเมืองมีช้างเร่ร่อน จะไม่น่าอยู่อย่างไร ก็ยังน่าอยู่กว่าเมืองที่ผู้คนไม่มีใจที่รู้สำนึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมทราบดีว่านี่เป็นตรรกะสุดโต่ง เปิดทางเลือกลวง เพราะไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เราอาจนำช้างเร่ร่อนออกจากเมืองได้ โดยไม่ต้องทำลายใจซึ่งเป็นรากฐานอันมั่นคงของสังคมลงก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ความสำคัญของ "ใจ" กลับลดน้อยลง หากมุ่งแต่ความสำเร็จเฉพาะหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานมานี้ ผมได้ยินว่ากระทรวงไอซีที รณรงค์ให้ผู้ท่องเว็บรายงานข้อความ, ภาพ, และเสียงที่ตนคิดว่าผิดกฎหมายให้แก่หน่วยงานของรัฐได้โดยสะดวก ซ้ำยังรายงานอย่างภาคภูมิใจด้วยว่า หลังจากได้เปิดช่องทาง "สอดแนม" ทางสังคมเช่นนี้แล้ว มีผู้รายงานการสอดแนมของตนเข้ามามากน้อยเท่าไร และกระทรวงได้ตามไปบล็อคหรือถึงกับดำเนินคดีกับผู้ส่งข้อความ, ภาพ, หรือเสียงไปแล้วเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความผิดทั้งหมดเหล่านี้ โดยเฉพาะข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของนัก "สอดแนม" เอง แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการทำผิดที่มี "เหยื่อ" เช่น การลักทรัพย์, การทำร้ายร่างกาย หรือการละเมิดทางเพศ ฯลฯ แม้ผู้แจ้งตำรวจอาจวินิจฉัยผิด แต่ก็เกิดขึ้นจากความห่วงใยสวัสดิภาพของคนที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น "เหยื่อ" ความผิดบนเว็บส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดไม่มี "เหยื่อ" การรายงานแก่ทางการจึงอาจเป็นการกลั่นแกล้ง หรือแม้แต่เป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพระหว่างพลเมืองด้วยกันเอง โดยพลเมืองทำตัวเป็น "ตาสับปะรด" แทนรัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรากำลังสร้างสังคมแห่งความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ไม่มีใครที่เป็นอันตรายต่อคนไทยยิ่งไปกว่าคนไทยด้วยกันเอง เพราะทุกคนกำลังถูก "สอดแนม" จากเพื่อนร่วมสังคม เมื่อใดที่เขาเข้าสู่พื้นที่ไซเบอร์ ต้องเหลียวซ้ายแลขวาก่อนก้าวย่างไปอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว นี่คือสังคมที่เราต้องการกระนั้นหรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายปีมาแล้ว นักต่อต้านคอมมิวนิสต์มักจะยกอนุสาวรีย์เด็กชายโซเวียตคนหนึ่ง ที่รายงานคำพูดของพ่อแม่ที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐแก่ทางการ พ่อแม่ถูกรัฐลงโทษ ส่วนเด็กชายนั้นถูกชาวบ้านรุมกระทืบถึงตาย รัฐจึงสร้างอนุสาวรีย์นั้นขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ยกเรื่องนี้ขึ้นเพื่อบอกว่า ชาติ, สถาบันทางการเมือง, อุดมการณ์ชาติ, หรือพรรคการเมือง ย่อมมีคุณค่าน้อยกว่าความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะออกมาในรูปของความสัมพันธ์ในครอบครัว, การคบหาในวงเพื่อน, ความไว้วางใจระหว่างกัน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสามทศวรรษต่อมา สังคมไทยกำลังเดินไปบนเส้นทางที่นักต่อต้านคอมมิวนิสต์วาดภาพของโซเวียตไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่หรอก อุดมการณ์ของรัฐชาติ คือยกชาติให้เป็นสิ่งสูงสุดในชีวิต ยิ่งกว่าพระเจ้าในบางสังคม ยิ่งกว่ากษัตริย์ในบางสังคม, ยิ่งกว่าอะไรอื่นทุกอย่างที่มนุษย์ก่อนหน้ารัฐชาติเคยถือว่าเป็นสิ่งสูงสุด มาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้กระนั้น รัฐชาติกำเนิดขึ้นได้ก็ด้วยการประนีประนอม กล่าวคือปล่อยความคลุมเครือไว้ระหว่างชาติกับสิ่งสูงสุดบางอย่าง เช่น รัฐฆราวาสวิสัยผลักพระเจ้าออกไปจากชาติ เพื่อไม่ต้องแย่งกันว่าใครเป็นสิ่งสูงสุดกว่ากัน อุดมการณ์ชาติ, ศาสนา, พระมหากษัตริย์ของอังกฤษและไทย ทำให้สามอย่างนี้เป็นสามด้านของสิ่งสูงสุดอันเดียวกัน จนกระทั่งไม่ต้องถามว่าสามอย่างนี้อาจขัดแย้งกันเองได้หรือไม่ และแน่นอนว่าชาติจะไม่ลงมาตัดสินว่า ระหว่างความสัมพันธ์พื้นฐานของความเป็นมนุษย์กับชาติ อะไรเหนือกว่าอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีเรื่องเล่าของนักต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ยกมาข้างต้น คือกรณีน่าสะเทือนใจเพราะรัฐชาติเข้าไปตัดสินว่า ความภักดีต่อชาติย่อมอยู่เหนือกว่าความภักดีต่อครอบครัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงไอซีทีคุยโวโอ้อวดนั้น ที่จริงแล้วคือการทำลายพื้นฐานความสัมพันธ์ของสังคมมนุษย์ นั่นคือความไว้วางใจระหว่างกัน ใช้ความหวาดระแวงเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์แทนความไว้วางใจ ปัญหามันใหญ่กว่าการสร้างเงื่อนไขให้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมสูญเสียความสามารถที่จะ อยู่ร่วมกันในสังคมเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ก็เป็นเรื่องของ "ใจ" ที่รัฐไทยยุคหลังๆ นี้ไม่เคยให้ความสำคัญเหมือนกัน ใน "หัวใจไทย" ที่รัฐไทยกำลังสร้างขึ้นอย่างเมามันนั้น มี "หัวใจมนุษย์" อยู่ด้วยหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;!--        &lt;script Language="JavaScript"&gt;function BackPage() {history.back();}&lt;/script&gt;         &lt;div align="right"&gt;&lt;a href="javascript:BackPage();" class="size13" tagget="_parent" title="Back"&gt;กลับสู่หน้าแรก&lt;/a&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/div&gt;--&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4575779443446318305?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/4575779443446318305/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4575779443446318305'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4575779443446318305'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='ระหว่างหัวใจไทยกับหัวใจมนุษย์'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-8272473540215152800</id><published>2010-05-18T18:26:00.003+07:00</published><updated>2010-07-27T19:11:42.975+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความถูกใจ'/><title type='text'>พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: small; line-height: 20px;"&gt;จาก : จุดประกายวรรณกรรม &amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070602/news.php?news=column_23843666.html"&gt;http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070602/news.php?news=column_23843666.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;b&gt;พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;-----------------------------------&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กลายเป็นที่ฮือฮา และตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ท้วงติง ถึงความเหมาะสมกรณีอันเนื่องมาจากทางราชบัณฑิตยสถานได้จัดทำ พจนานุกรมคำใหม่ โดยรวบรวมคำที่ปรากฏระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม 2548 - 26 เมษายน 2550 และหลายคำเป็น 'ภาษาวัยรุ่น' หรือ 'คำแสลง' ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับในภาษาไทยระดับมาตรฐาน และคำเหล่านี้เมื่อนานไปอาจยังคงอยู่หรือตายไปตามยุคสมัย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ยกตัวอย่างเช่นคำว่า กระดี๊กระด๊า (กะดี๊กะด๊า) กรึ๊บ กวนตีน กวนบาทา กลืนเลือด กิ๊บเก๋ เกย์ควีน เกย์คิง กิ๊ก โก๊ะ โกอินเตอร์ กูรู คั่ว โคโยตี้ จ๊าบ ดี๊ด๊า เด็กแนว เด๊ะ ตลกบริโภค ต่อมฮา ติงต๊อง ตีฉิ่ง ทอม ดี้ ป๋าดัน เจ๊ดัน นมหก โนเนม อินเทรนด์ เอาะๆ อึ๋ม อาโนเนะ เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;แม้คำบางคำยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าถูกต้องตามหลักภาษาไทย แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคำเหล่านี้มีอิทธิพลต่อคนยุคนั้นๆ เพราะมีการใช้กันเหมือนเป็นปกติธรรมดา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดความเป็นห่วงเรื่องการใช้ภาษาไทยที่นับวันยิ่งผิดเพี้ยนรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะยุคสื่ออินเทอร์เน็ตระบาด&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ต่อไปนี้เป็นทรรศนะของ ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม และในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่าทำไมถึงมีความจำเป็นต้องทำพจนานุกรมเล่มดังกล่าวขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;แม้ทางราชบัณฑิตจะปฏิเสธว่าไม่ใช่พจนานุกรมสำหรับ 'วัยโจ๋' เพราะเป็นการรวบรวมคำที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นคำที่ใช้กันในปัจจุบัน แต่หลายคำเป็นภาษาที่มักใช้กันจำกัดเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0ที่ผ่านมาคำเหล่านี้ยังไม่เคยบรรจุไว้ในพจนานุกรม?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ถ้าหากย้อนกลับไปอ่านวรรณคดีหรือบันทึกเก่าๆ คำบางคำทุกวันนี้อ่านแล้วไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร อ่านก็ไม่ออกด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้มีการบันทึกหรือเก็บคำเหล่านี้ไว้ เวลาอ่านต้องมานั่งเดาเอาเอง ฉะนั้นคำที่เกิดขึ้นสมัยนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพื่อว่าสมัยหลังจะได้มีแหล่งค้นคว้าอ้างอิงว่าคำๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นคำอะไรก็ตามที่คิดว่าเป็นคำธรรมดาๆ ต้องจดเอาไว้ บันทึกเอาไว้ จะได้รู้ว่ามีความหมายอย่างไร เพราะถ้าคำเหล่านี้ไม่ได้มีคนใช้ต่อ ไม่ได้มีคนพูดขึ้นมามันก็หายไป บางคำอาจจะอยู่ บางคำอาจจะหายไป บอกไม่ได้ ฉะนั้นตอนนี้คำเกิดขึ้นก็ต้องเก็บไว้ก่อน&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;จากการสำรวจชำระพจนานุกรมฉบับปัจจุบัน จะเห็นว่ามีคำที่ยังไม่ได้เก็บอยู่จำนวนมาก คำโบราณ คำสมัยใหม่ ดังนั้นเราแบ่งหน้าที่กัน คณะกรรมการชุดหนึ่งไปเก็บคำโบราณเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ และคนไม่ค่อยรู้จัก พยายามเก็บมารวบรวมให้ได้ทั้งหมด อีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมเก็บคำสมัยใหม่หรือคำที่ใช้กันในปัจจุบัน&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;แต่สาเหตุที่มีข่าวออกไปอย่างนั้น เพราะมีนักข่าวมาถามแล้วจับประเด็นไม่ได้ พูดอะไรก็ผิดไปหมด พูดอะไรก็ไม่ทราบ ผิดเรื่องไปหมดเลย กลายเป็นว่าราชบัณฑิตยสถานจะบัญญัติคำภาษาวัยรุ่นไปเสีย มันไม่ใช่หน้าที่ของราชบัณฑิตที่จะต้องไปบัญญัติคำใหม่ ถ้าจะบัญญัติต้องบัญญัติศัพท์วิชาการเฉพาะคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ และไม่มีคำภาษาไทยใช้เท่านั้น จะเห็นว่าศัพท์วิชาการทุกสาขาต้องบัญญัติขึ้นมา แต่ว่าคำเหล่านี้ราชบัณฑิตไม่ได้บัญญัติ แต่เป็นคำที่เกิดขึ้นมาเอง เพียงแต่ราชบัณฑิตมีหน้าที่เก็บรวบรวมไว้เท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0พจนานุกรมเล่มนี้เป็นการเก็บคำใหม่ที่ใช้กันในปัจจุบัน?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เรียกว่าเป็นการสำรวจและรวบรวมคำปัจจุบัน เก็บคำที่ใช้ในปัจจุบันนี่แหละ หมายถึงคำที่ยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ หรือยังไม่ได้เก็บไว้ในพจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ เมื่อเก็บมาแล้วถึงได้รู้ว่ามี 'คำหลง' คือ คำที่ควรจะเก็บแต่ไม่ได้เก็บ คำที่เกิดมาใหม่ คำที่เป็นคำแสลง คำที่ยืมจากภาษาต่างประเทศคือ ภาษาอังกฤษ อย่าง 'เครดิตการ์ด' 'แฟรนไชส์' มันเป็นคำที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ถ้าไม่เก็บต่อไปจะรู้ได้อย่างไรว่าแปลว่าอะไร เพราะที่ใช้กันอยู่มันไม่ได้ตรงกับภาษาอังกฤษ ไม่ได้ทับศัพท์ถูกต้อง บางทีก็ถูก บางทีก็ไม่ถูก บางทีมันมีความหมายแค่นี้ แต่เอามาใช้กับความหมายอื่น อย่างคำว่า 'รุ่นเดอะ' มีคำว่า the ในภาษาอังกฤษ แต่ 'รุ่นเดอะ' แปลว่าอะไร พอเอามาใช้มันแปลว่า เก่า โบราณ รุ่นใหญ่&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ฉะนั้นตราบใดที่เรายังรู้ความหมายอยู่ ยังพอเข้าใจได้ว่าเราใช้ในประโยคอย่างนี้ก็เก็บเอาไว้ ทำคำอธิบาย และเก็บตัวอย่างไว้ อย่างคำว่า 'กะโหลกกะลา' 'กะรัต' เมื่อเอามาใช้ในความหมายใหม่ก็ต้องเก็บไว้ด้วย หรืออย่าง 'กั๊ก' หมายถึงกักแบ่งเอาไว้ส่วนหนึ่ง หรือ 'ยิงกระต่าย' ก็ไม่ได้หมายความว่าไปยิงกระต่ายจริงๆ บางคำมีความหมายใหม่ก็ต้องเอามาด้วย หรือความหมายเดิมยังไม่ได้เก็บเลยก็เก็บมา อย่างเช่น ของตาย ของสูง ขังลืม ขัดตาทัพ เหล่านี้มีคำต่างๆ เยอะแยะ พยายามสำรวจและเก็บรวบรวมมาไว้ในพจนานุกรมเล่มนี้&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;พจนานุกรมคำใหม่และคำเก่าที่พ้นสมัยไปแล้วจะแยกเล่มกันต่างหาก เล่มนี้ที่จริงส่วนหนึ่งเป็นคำใหม่ แต่อีกส่วนหนึ่งคิดว่าเป็น 'คำหลง' คือคำที่พจนานุกรมควรจะเก็บไว้ แต่ยังไม่ได้เก็บและใช้กันมานานแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0สำรวจและรวบรวมคำเหล่านี้มาจากไหนบ้าง?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;จากทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จากที่ได้ยิน จากที่ใช้กันตามสื่อ หรือจากที่คนทั่วๆ ไปพูดกัน อย่างคำว่า ปาร์ตี้ลิสต์ ปาปารัสซี่ ปาท่องโก๋ ป๋าดัน เจ๊ดัน การเก็บคำในพจนานุกรมจะไล่ไปตามลำดับตัวอักษร ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดกันไปเอง เพราะไม่ทราบว่าเราเก็บอะไร พอบอกว่าเก็บคำใหม่ นักข่าวก็ถามว่าเก็บคำใหม่อย่างคำว่า 'กิ๊ก' เก็บไหม เราบอกไปว่าเก็บ เขาเลยไปเขียนว่าเราจะเก็บแต่เฉพาะคำภาษาที่เป็นแสลง จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะภาษาแสลง อาจจะมีนิดหน่อย แต่จริงๆ มันคือ คำที่ใช้ทั่วไป คำทับศัพท์ที่ยืมคำภาษาอังกฤษมาใช้&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;อย่างคำว่า 'ม็อบ' แตกย่อยออกไปเป็น ม็อบจัดตั้ง ม็อบมือถือ ม็อบขาสั้น คำเหล่านี้มีอยู่ ฉะนั้นก็ต้องเก็บ เพราะว่าต่อไปถ้าเด็กรุ่นใหม่มาค้นหนังสือพิมพ์หรืออ่านนิตยสารหรือวารสารสมัยปัจจุบัน อ่านแล้วเขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าแปลว่าอะไร ถ้าเขามาเปิดพจนานุกรมก็จะได้รู้ว่ามันแปลว่าอะไร ยุคนี้ใช้ความหมายอย่างนี้ แต่ต่อไปคำเหล่านี้จะอยู่ไหม ไม่ทราบ เปลี่ยนไหม ไม่ทราบ มันเป็นอนาคต อนาคตมันเปลี่ยนไปยังไงก็ค่อยไปเก็บกันอีกทีว่าเปลี่ยนไปแล้วนะ มีคำใหม่เกิดขึ้นแล้วนะ คำนี้ตายไปแล้วนะ จะกลายเป็นศัพท์โบราณไป หรือศัพท์ทางการที่สามารถใช้ได้ทั่วไป แต่ยังไม่ได้เก็บ อย่างศัพท์ด้านเศรษฐกิจ เช่นคำว่า 'ช้อนหุ้น' แปลว่าอะไร&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0มองว่าคำแสลงที่เป็นภาษาวัยรุ่นถึงอย่างไรก็ต้องเก็บไว้?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ต้องเก็บไว้ก่อน เพราะว่าบางทีเราไม่เข้าใจ อย่างคำว่า 'ชิลล์ๆ' ถ้าไม่รู้ว่ามาจากไหนจะแปลไม่ออกเลย ไม่รู้ที่มาที่ไป ออกเสียงอย่างนี้ จะถูกหรือผิดแต่นี่คือ สิ่งที่ฟังมา คนเขาบอกมาว่าใช้อย่างนี้ นานๆ เข้าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช้แล้ว พยายามฟังดูว่าอะไรถูกกันแน่ เหมือนอย่าง 'บิลท์อารมณ์' หรือ 'บิลด์อิน' เราสะกดออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้ เสียงเลยผิดเพี้ยนไป แต่เวลาพูดเข้าใจได้ เหมือนดาราต้อง 'บิลท์อารมณ์' แปลว่า สร้างอารมณ์ให้เกิดขึ้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0ไม่ได้มองว่าภาษาพวกนี้ทำให้ภาษาไทยวิบัติหรือผิดเพี้ยน?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ถูกผิดไม่รู้ แต่สิ่งที่คนทั่วไปใช้เป็นอย่างนี้ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราเก็บ สมมติว่าจะให้ถูกให้ผิดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนที่จะบอกว่าเป็นภาษามาตรฐานนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดูให้ออกว่าพวกนี้เป็นภาษาปาก ไปใช้กับภาษามาตรฐานไม่ได้ เวลาสอนเด็กก็เขียนอย่างนี้ ถ้าเขียนอย่างนี้แล้วให้เขาวิจารณ์ว่านี่เป็นภาษาพูด ภาษาปาก ไม่ใช่ภาษาทางการ ครูอาจจะบอกต่อว่าถ้าเขียนเป็นภาษาทางการจะเขียนยังไง เขาต้องรู้ว่าภาษาทางการเป็นอย่างไร เช่น 'เมาท์' ภาษาทางการว่า อภิปราย พูดคุย เจรจา นี่เป็นการเรียนรู้ภาษาต่างระดับกัน&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0สมมติว่าถ้าเกิดเด็กๆ นำไปพูดไปเขียนจนติดเป็นนิสัยล่ะ?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เขาเขียนได้ แต่ครูต้องแก้และอธิบายให้ฟังว่าคำนี้เป็นภาษาพูด ใช้เป็นภาษาเขียนไม่ได้ ถ้าจะใช้เป็นภาษาเขียนต้องใช้อย่างนี้ๆ แต่อาจจะเขียนได้ในบทสนทนาที่เป็นนวนิยาย ต้องรู้จักภาษา เหมือนกับที่รู้ว่าคำราชาศัพท์ต้องใช้คำนี้ ภาษาคนธรรมดาต้องใช้คำนี้ ภาษาปาก ภาษาเล่น ใช้อย่างนี้ ภาษาจะด่ากันก็ใช้อีกอย่าง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0คิดว่าคำเหล่านี้เป็นสีสันของภาษาหรือเปล่า?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เรียกว่าเป็นคำที่ทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกได้ เหมือนเวลาปกติที่พูดกับพ่อแม่ก็ต้องพูดเพราะ พูดอยู่กับเพื่อนก็อีกอย่างหนึ่ง อันนี้ก็ปกติ คนทุกคนต้องมีวงศัพท์ต่างๆ อยู่แล้ว คำหยาบคายก็ไม่ควรเอามาพูดกับคุณพ่อคุณแม่ ไปพูดกับพระก็พูดหยาบคายไม่ได้ คำธรรมดาๆ เพราะๆ ไปพูดกับพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ได้ มันต้องมีขอบเขตของกาลเทศะ บุคคล และเหตุการณ์&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0พจนานุกรมเล่มนี้มีคำแสลงและคำทั่วไปเป็นสัดส่วนต่างกันเท่าไร?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;คำแสลงมีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ได้ ไม่มากเท่าไร ความจริงจะเป็นพวกสำนวนและคำใหม่ที่มีความหมายอีกอย่าง เช่น 'รับจ๊อบ' ไม่ได้หมายความว่าเป็นลูกจ้างที่เป็นมนุษย์เงินเดือน แต่เป็นการรับเป็นงานๆ เสร็จแล้วก็เสร็จกัน หรือ 'รากแก้ว' 'รากหญ้า' เหล่านี้ก็เป็นคำใหม่ที่มาจากภาษาอังกฤษ คนละอย่างกับความหมายตรง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0ถ้าเกิดคำใหม่ขึ้นก็ต้องเก็บไปเรื่อยๆ?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เก็บไปเรื่อยๆ ตามเท่าที่จะตามได้ เก็บเท่าที่จะเก็บได้ กรรมการทุกท่านได้ยินอะไรมาก็รีบจด จะได้รู้ว่ามันมีคำนี้ที่เขาใช้กันอยู่ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พิมพ์สักปีหนึ่งก่อน ให้รู้ว่ามีแค่นี้ อันที่หลงเหลืออยู่ และเกิดใหม่ ปีหน้าก็ทำใหม่ ปีหน้าจะมีอีก กรรมการชุดนี้ก็จะทำไปเรื่อยๆ ปีหน้าอาจจะได้อีกสัก 200-300 คำ เพราะจริงๆ ควรจะเก็บไปทุกปี เก็บไปเรื่อยๆ เพราะเราเองยังไม่เคยบอกด้วยซ้ำว่าคำไหนเกิดปีไหน ภาษาอังกฤษเขาจะมีบอกว่าคำนี้เกิดช่วงปีไหน แต่เรายังไม่ได้ละเอียดถึงขนาดนั้น ตอนนี้กำลังจะเริ่ม เอาแค่ให้เก็บได้ก่อน ไม่ได้มีแรงถึงขนาดนั้น&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;คำไหนที่เป็นภาษาปกติที่คนยอมรับคือ อาจจะเป็นคำทับศัพท์ที่ใช้เป็นปกติแล้ว ไม่มีศัพท์บัญญัติขึ้นมาใหม่ ก็ส่งไปให้เล่มใหญ่เก็บ หมายถึงคำส่วนหนึ่งในเล่มนี้จะนำไปเก็บไว้ในพจนานุกรมเล่มใหญ่ เป็นคำถาวรไป แต่ก็จะมีเล่มใหม่ต่อไปอีกเรื่อยๆ อาจจะมีคำแสลงเกิดขึ้นมาอีกเยอะแยะ คงแล้วแต่ยุคสมัย คงแล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;จริงๆ อย่างคำว่า 'แฟน' ที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่ยังเป็นภาษาต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ จะไปเขียนเป็นภาษาราชการไม่ได้ ก็ยังไม่ได้บรรจุในพจนานุกรม บางทีกรรมการก็ไปเพ่งเล็งคำใหม่ๆ มากเกินไป จะบอกว่าเป็นการทำให้ภาษาเสีย ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของการรวบรวมคำที่เกิดขึ้นใหม่ ส่วนใหญ่เป็นคำแสลงแทบทั้งนั้น หมายถึงว่าเป็นคำที่ไม่ได้ใช้ความหมายตรง มันเป็นความหมายที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นความหมายที่สอง อย่าง 'กินคำโต' ก็ไม่ได้เป็นกินคำโตๆ แต่หมายถึงการคอร์รัปชันโครงการใหญ่ๆ คำแสลงเหล่านี้เป็นคำที่ไม่ใช่ความหมายตรง และส่วนใหญ่จะเป็นคำภาษาอังกฤษ เพราะว่าสมัยนี้คนชอบใช้ภาษาอังกฤษมาก&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;0พจนานุกรมเล่มใหม่นี้มีคำทั้งหมดกี่คำ?&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ประมาณ 700-800 คำ พยายามรวบรวมคำช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2548 ถึง 26 เมษายน 2550 ไว้ก่อน แต่จริงๆ ยังมีอีกเยอะ ต้องเติมไปเรื่อยๆ ปีหน้าน่าจะมีอีกสักเล่มหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นยามภาษา เพราะหากไม่บันทึกคำเหล่านี้ไว้ ถ้าต้องรอให้เวลาผ่าน 5-10 ปีก่อน บางทีก็ลืม หรืออาจจะหายไป ไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร อาจจะนึกได้ว่ามีคำนี้แต่อาจจะแปลไม่ถูก ไม่ตรงอย่างที่ใช้กันจริงๆ อย่างเล่มนี้ก็ต้องไปศึกษาถามเด็กๆ ว่าเขาใช้กันยังไง ให้เด็กๆ อธิบาย ฉะนั้นถ้าระบุปีที่ใช้จะสามารถช่วยค้นได้มากเลย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;อย่างเวลาไปอ่าน 'ไปรษณียบัตรเจ้าฟ้า' ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงรวบรวมไว้ จะมีคำแสลงเยอะมาก เจ้าฟ้าท่านอยู่เมืองนอกบ้าง อยู่เมืองไทยบ้าง เวลาเขียนไปรษณียบัตรคุยกันมีศัพท์แปลไม่ออกเยอะมาก&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;การรวบรวมคำเหล่านี้จึงไม่ใช่ศัพท์ที่ไร้ค่า มันก็มีค่าในฐานะเป็นศัพท์แสลง คนใช้กันได้ อีกหน่อยเวลาไปอ่านหนังสือย้อนหลังจะเข้าใจได้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร หรือบริบทสังคมเป็นอย่างไร 0&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;---------------------------------------&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;b&gt;ตัวอย่างคำศัพท์&lt;/b&gt;&lt;/div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กระดี๊กระด๊า,หมายถึง ระริกระรี้, ตื่นเต้น, แสดงความสนใจเพศตรงข้าม เช่น พอเห็นหนุ่มหล่อๆ มาร่วมงาน สาวๆ ก็กระดี๊กระด๊ากันเป็นแถว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กะดี๊กะด๊า&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กรึ๊บ  " ดื่มเหล้า เช่น เลิกงานแล้วขอไปกรึ๊บสักหน่อย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กวนตีน  " ชวนให้หมั่นไส้จนอยากทำร้าย เป็นคำไม่สุภาพ เช่น ไอ้หมอนี่หน้าตากวนตีนจริง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กวนบาทา  " ชวนให้หมั่นไส้จนอยากทำร้าย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กลืนเลือด  " กล้ำกลืนความเจ็บแค้นอย่างสาหัส&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กิ๊บเก๋  " น่ารัก เท่ เช่น ชุดของเธอกิ๊บเก๋น่าดู&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กูรู  " ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้รู้&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เกย์ควีน  " ชายรักร่วมเพศที่แสดงบทบาททางเพศเป็นหญิง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เกย์คิง  " ชายรักร่วมเพศที่แสดงบทบาททางเพศเป็นชาย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;แก้มลิง  " แหล่งพักน้ำเพื่อรับปริมาณน้ำมาก ช่วยไม่ให้เกิดน้ำท่วม&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;กิ๊ก  " เพื่อนสนิทต่างเพศซึ่งอาจจะมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;โก๊ะ  "  ผลุบผลับและขี้หลงขี้ลืม&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;โกอินเตอร์  " เผยแพร่ ขาย หรือแสดงในต่างประเทศ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ไขก๊อก  " ลาออก, ถอนตัว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;คนมีสี  " กลุ่มบุคคลที่แต่งเครื่องแบบ มักหมายถึงทหารหรือตำรวจ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;คั่ว  " คบกันอย่างคู่รักมานานแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;โคโยตี้  " ผู้หญิงที่เต้นประกอบเพลงด้วยลีลาเย้ายวน มักเต้นในสถานเริงรมย์&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ฆ่าตัดตอน  " ฆ่าเพื่อไม่ให้ซัดทอดความผิดมาถึงตน&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;จวก  " ว่าหรือตำหนิอย่างรุนแรง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;จ๊าบ  " สีฉูดฉาดสดใส, สวยและทันสมัย, เข้าท่า, น่าสนใจ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เด็กแนว  " วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมหรือแต่งตัวเป็นแบบเฉพาะของตน&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เด๊ะ  " ทุกประการ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เดชะบุญ  " บังเอิญ (ใช้ในทางที่ดี)&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;เดต  " ไปเที่ยวเฉพาะหนุ่มสาวโดยลำพัง, การนัดไปเที่ยวของหนุ่มสาว&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ตลกบริโภค  " ผู้ที่เข้าไปตีสนิทหรือทำให้ครึกครื้นเพื่อหวังกินฟรี&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ต่อมฮา  " จุดของอารมณ์ที่ทำให้หัวเราะหรือรู้สึกขำ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ติงต๊อง  " ไม่เต็มเต็ง&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ตีฉิ่ง  " ร่วมหลับนอนกันระหว่างหญิงรักร่วมเพศ&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ทอม  " หญิงรักร่วมเพศที่ประพฤติตนเป็นฝ่ายชาย, คู่กับดี้&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;นกเขา  " อวัยวะเพศชาย&lt;/div&gt;&lt;div style="font-size: 12px; line-height: 20px;"&gt;ฯลฯ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-8272473540215152800?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/8272473540215152800/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/05/blog-post.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8272473540215152800'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8272473540215152800'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='พจนานุกรมคำใหม่ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-3411603247600907893</id><published>2010-03-09T20:28:00.003+07:00</published><updated>2010-07-27T19:12:16.260+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>บันทึกระหว่างทาง(๖) : ว่าด้วย 'กบาล'</title><content type='html'>หลังจากโพสต์นิยายที่ http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=20176 แล้ว มีความเห็นจากเพื่อนๆดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;  ป้าโคฯ&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 1&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย ป้าโคฯ   เมื่อ: 2010-03-07 00:23:21  &lt;br /&gt;เอาเวลาำไปปั่นตอนไหนหว่า&lt;br /&gt;ยังไม่วันอาทิตย์เลยอ้าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สงสัยไฟลน อิอิ:)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;ลุงดิลล์&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย ลุงดิลล์   เมื่อ: 2010-03-07 09:16:41  &lt;br /&gt;เกล้ากระหม่อมก็ไม่เชื่อ โม้! โม้! &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พรหมปูพื้น--พรหมเพลินไปหน่อยกระมังพะยะขะรับ&lt;br /&gt;เตียงประทับ -- น่าจะมีราชาศัพท์นา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;ฟองอากาศสีเทา&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย ฟองอากาศสีเทา   เมื่อ: 2010-03-07 09:32:59  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;... บรรยายฉากได้เห็นภาพ และภาษางดงามมากคะ &lt;br /&gt;เป็นกำลังใจให้คุณเช่นเคยนะคะ ... อ้ายพุ่มฮัก&lt;br /&gt;^_^  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;สายลม&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 4&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย สายลม   เมื่อ: 2010-03-07 10:19:17  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่หม่อมฉันเชื่อหน่อยๆ เพคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดู 'ศรีษะ' หน่อยนะพ่อนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ 'ประจักใจ' อันนี้พ่อคงเผลอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีวันอาทิตย์ : )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;สนิมกฤช&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 5&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย สนิมกฤช   เมื่อ: 2010-03-07 10:59:29  &lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/boardimage/q_169516.gif" /&gt;  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;ชริ&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 6&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย ชริ   เมื่อ: 2010-03-08 10:42:52  &lt;br /&gt;เขียนบรรยายฉากได้อย่างงดงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชอบตอนที่พระราชโอรสองค์เล็กย่องกริบเข้าห้องบรรทมพระเจ้าพรหมรัตนะ แลเห็นนางในหลับไหลไม่สำรวมกิริยาก็ต้องส่ายหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเขียนเมืองที่สมมุติขึ้นไม่ง่ายเลยค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอคารวะ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img src="http://www.winbookclub.com/images/worm-icon.gif" /&gt;พุ่มฮัก บ้านหนอน&lt;br /&gt;ความเห็นที่ 7&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอบโดย พุ่มฮัก บ้านหนอน   เมื่อ: 2010-03-09 19:43:00  &lt;br /&gt;โอ...กระไรจึงเป็นเช่นนี้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณแม่พระพายเป็นอย่างสูง ผมเขียนคำว่า 'ศรีษะ' ในเวิร์ดสองพันเจ็ด โปรแกรมก็จะขีดเส้นใต้สีแดงให้โดยอัตโนมัติ ผมงงว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่ก็มิได้ขวนขวายค้นหาคำตอบแต่อย่างใด แถมยังหมิ่นโปรแกรมว่าโง่เข้าอีก พอมาเจอคำทักของแม่พระพายจึงได้รื้อเอาพจนานุกรมฉบับนักเรียนออกมาจากคราบฝุ่น ไล่เปิดดูจึงถึงบางอ้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถัดจากบางอ้อก็เป็นบางอาย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปนี้ผมจึงต้องเปลี่ยนการเขียนคำว่า 'ศรีษะ' เป็น 'ศีรษะ' มันต่างกันนิดเดียวเองแม่เอ๋ย ต่างกันตรงตำแหน่งวางสระ อี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เส้นทางขีดเขียนอันขรุขระของผม มักจะได้รับความชุ่มชื่นรื่นเริงใจจากเหล่าสหายท่าน 'พรหมปูพื้น' เพลินไปจริงๆครับท่านลุงดิลล์ 'เตียงประทับ' ก็ใช่ครับ น่าจะมีคำราชาศัพท์ ส่วน 'ประจักใจ' เผลอไปชั่วครู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ขอบคุณป้าโคฯ แม่ฟองฯ แม่ชริ และท่านหนิม งวดหน้าช่วยหาที่ติให้ผมด้วยเด้อ โดยเฉพาะแม่ชริกับแม่ฟองฯ เล่นชมอย่างเดียวมันเขินรู้ไหม?  &lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-3411603247600907893?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/3411603247600907893/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/3411603247600907893'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/3411603247600907893'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='บันทึกระหว่างทาง(๖) : ว่าด้วย &apos;กบาล&apos;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-7253069052581559463</id><published>2010-02-28T09:56:00.004+07:00</published><updated>2010-03-09T20:33:52.363+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>บันทึกระหว่างทาง(๕) : โหมโรง 'รำวงเวียนช่อฯ'</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S4ncNMveDgI/AAAAAAAAAGQ/BOuK6AF_s0c/s1600-h/n300383953718_7483.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S4ncNMveDgI/AAAAAAAAAGQ/BOuK6AF_s0c/s320/n300383953718_7483.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความหมกมุ่น และตื่นเต้น ที่จะได้จีบนิ้ววาดวงแขนฟ้อนรำล้อมรอบช่อฯ แม้ว่าผู้ร่วมรำจะมีน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้งานกร่อยแต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑ มีนาคม ๒๕๕๓ ถือเป็นฤกษ์ดีสำหรับก้าวแรกที่เริ่มขยับ เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นแล้ว และนี่คือการโหมโรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;........&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : คัดลอกจากบางส่วนของ 'กถาบรรณาธิการ' สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในช่อการะเกด ๕๑ ซึ่งเป็นฉบับเทียบเชิญ นี่คือความเห็นของ&lt;span style="font-family: Arial,Helvetica,sans-serif;"&gt;บรรณาธิการที่มีต่อผลงานของศิษย์เก่าของท่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;..................................&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/meta&gt;&lt;meta content="Word.Document" name="ProgId"&gt;&lt;/meta&gt;&lt;meta content="Microsoft Word 12" name="Generator"&gt;&lt;/meta&gt;&lt;meta content="Microsoft Word 12" name="Originator"&gt;&lt;/meta&gt;&lt;link href="file:///C:%5CDOCUME%7E1%5CAb5urd%5CLOCALS%7E1%5CTemp%5Cmsohtmlclip1%5C01%5Cclip_filelist.xml" rel="File-List"&gt;&lt;/link&gt;&lt;link href="file:///C:%5CDOCUME%7E1%5CAb5urd%5CLOCALS%7E1%5CTemp%5Cmsohtmlclip1%5C01%5Cclip_themedata.thmx" rel="themeData"&gt;&lt;/link&gt;&lt;link href="file:///C:%5CDOCUME%7E1%5CAb5urd%5CLOCALS%7E1%5CTemp%5Cmsohtmlclip1%5C01%5Cclip_colorschememapping.xml" rel="colorSchemeMapping"&gt;&lt;/link&gt;&lt;smallfrac m:val="off"&gt;&lt;dispdef&gt;&lt;lmargin m:val="0"&gt;&lt;rmargin m:val="0"&gt;&lt;defjc m:val="centerGroup"&gt;&lt;wrapindent m:val="1440"&gt;&lt;intlim m:val="subSup"&gt;&lt;narylim m:val="undOvr"&gt;&lt;/narylim&gt;&lt;/intlim&gt;&lt;/wrapindent&gt;&lt;style&gt;&lt;!-- /* Font Definitions */ @font-face	{font-family:"Cordia New";	panose-1:2 11 3 4 2 2 2 2 2 4;	mso-font-charset:0;	mso-generic-font-family:swiss;	mso-font-pitch:variable;	mso-font-signature:16777219 0 0 0 65537 0;}@font-face	{font-family:"Cambria Math";	panose-1:2 4 5 3 5 4 6 3 2 4;	mso-font-charset:0;	mso-generic-font-family:roman;	mso-font-pitch:variable;	mso-font-signature:-1610611985 1107304683 0 0 159 0;}@font-face	{font-family:Calibri;	panose-1:2 15 5 2 2 2 4 3 2 4;	mso-font-charset:0;	mso-generic-font-family:swiss;	mso-font-pitch:variable;	mso-font-signature:-1610611985 1073750139 0 0 159 0;} /* Style Definitions */ p.MsoNormal, li.MsoNormal, div.MsoNormal	{mso-style-unhide:no;	mso-style-qformat:yes;	mso-style-parent:"";	margin:0cm;	margin-bottom:.0001pt;	mso-pagination:widow-orphan;	font-size:11.0pt;	mso-bidi-font-size:14.0pt;	font-family:"Calibri","sans-serif";	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}p.MsoListParagraph, li.MsoListParagraph, div.MsoListParagraph	{mso-style-priority:34;	mso-style-unhide:no;	mso-style-qformat:yes;	margin-top:0cm;	margin-right:0cm;	margin-bottom:0cm;	margin-left:36.0pt;	margin-bottom:.0001pt;	mso-add-space:auto;	mso-pagination:widow-orphan;	font-size:11.0pt;	mso-bidi-font-size:14.0pt;	font-family:"Calibri","sans-serif";	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}p.MsoListParagraphCxSpFirst, li.MsoListParagraphCxSpFirst, div.MsoListParagraphCxSpFirst	{mso-style-priority:34;	mso-style-unhide:no;	mso-style-qformat:yes;	mso-style-type:export-only;	margin-top:0cm;	margin-right:0cm;	margin-bottom:0cm;	margin-left:36.0pt;	margin-bottom:.0001pt;	mso-add-space:auto;	mso-pagination:widow-orphan;	font-size:11.0pt;	mso-bidi-font-size:14.0pt;	font-family:"Calibri","sans-serif";	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}p.MsoListParagraphCxSpMiddle, li.MsoListParagraphCxSpMiddle, div.MsoListParagraphCxSpMiddle	{mso-style-priority:34;	mso-style-unhide:no;	mso-style-qformat:yes;	mso-style-type:export-only;	margin-top:0cm;	margin-right:0cm;	margin-bottom:0cm;	margin-left:36.0pt;	margin-bottom:.0001pt;	mso-add-space:auto;	mso-pagination:widow-orphan;	font-size:11.0pt;	mso-bidi-font-size:14.0pt;	font-family:"Calibri","sans-serif";	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}p.MsoListParagraphCxSpLast, li.MsoListParagraphCxSpLast, div.MsoListParagraphCxSpLast	{mso-style-priority:34;	mso-style-unhide:no;	mso-style-qformat:yes;	mso-style-type:export-only;	margin-top:0cm;	margin-right:0cm;	margin-bottom:0cm;	margin-left:36.0pt;	margin-bottom:.0001pt;	mso-add-space:auto;	mso-pagination:widow-orphan;	font-size:11.0pt;	mso-bidi-font-size:14.0pt;	font-family:"Calibri","sans-serif";	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}.MsoChpDefault	{mso-style-type:export-only;	mso-default-props:yes;	font-size:10.0pt;	mso-ansi-font-size:10.0pt;	mso-bidi-font-size:10.0pt;	mso-ascii-font-family:Calibri;	mso-fareast-font-family:Calibri;	mso-hansi-font-family:Calibri;	mso-bidi-font-family:"Cordia New";}@page Section1	{size:595.3pt 841.9pt;	margin:72.0pt 72.0pt 72.0pt 72.0pt;	mso-header-margin:35.4pt;	mso-footer-margin:35.4pt;	mso-paper-source:0;}div.Section1	{page:Section1;} /* List Definitions */ @list l0	{mso-list-id:406919616;	mso-list-type:hybrid;	mso-list-template-ids:25219438 285475560 67698713 67698715 67698703 67698713 67698715 67698703 67698713 67698715;}@list l0:level1	{mso-level-number-format:thai-2;	mso-level-tab-stop:none;	mso-level-number-position:left;	text-indent:-18.0pt;}ol	{margin-bottom:0cm;}ul	{margin-bottom:0cm;}--&gt;&lt;/style&gt;&lt;/defjc&gt;&lt;/rmargin&gt;&lt;/lmargin&gt;&lt;/dispdef&gt;&lt;/smallfrac&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify;"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ข้อสังเกตที่บรรณาธิการมีความเห็นกว้างๆโดยไม่เจาะจงไปที่ชิ้นงานของผู้ใด&amp;nbsp; ก็มีอยู่บ้างดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoNormal" style="text-align: justify;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpFirst" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๑.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ผู้สร้างงานบางคนมีนิสัยไม่ชอบเปิดพจนานุกรม&amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีไม่น้อยที่ยังสะกดคำผิดไปจากพจนานุกรม&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpFirst" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๒.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ผู้สร้างงานบางคนยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เชคอฟ&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; เฮ็มมิงเวย์เคยกล่าวว่า “ศิลปะการเขียน&amp;nbsp; คือการขัดเกลา”&amp;nbsp; ผู้สร้างงานทุกคนไม่ว่าจะในวาระไหนก็ตาม&amp;nbsp; ควรจะประณีตกับภาษาของตนเองอย่างยิ่งยวด&amp;nbsp; แก้แล้วแก้อีก&amp;nbsp; เกลาแล้วเกลาอีก&amp;nbsp; แต่&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;เมื่อ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;พอ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ก็&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;หมายถึงพอ&amp;nbsp; การใช้คำซ้ำ&amp;nbsp; การใช้คำเชื่อม&amp;nbsp; การใช้คำขยาย&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นประโยคหรืออนุประโยคแบบไหน&amp;nbsp; ควรตรวจแก้เสียให้พอใจ&amp;nbsp; &lt;i&gt;จึง&amp;nbsp; ซึ่ง&amp;nbsp; ที่&amp;nbsp; ก็&amp;nbsp; และ&lt;/i&gt;&amp;nbsp; ควรพยายามทำให้ลงตัว&amp;nbsp; ประโยคที่มีอนุประโยคซ้อนอยู่ควรดูแลให้ดีว่าเรียบลื่นหรือไม่&amp;nbsp; การเว้นวรรค&amp;nbsp; การใช้วงเล็บ&amp;nbsp; การใช้คำขยายซ้อน&amp;nbsp; การบรรยายเรื่องแบบพรรณนาควรรักษาสมดุลให้พอเหมาะ&amp;nbsp; ไม่ใช่พรรณนาเสียจนกลายเป็น &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;พรรดึก&lt;/span&gt;’&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt; (แปลว่า&amp;nbsp; ก้อนอุจจาระที่แข็งกลมเพราะท้องผูก)&amp;nbsp; รูปประโยคไม่ว่าจะซ้อนกันแบบไหนควรรักษาสมดุลให้เหมือนเช่นที่เฮ็มมิงเวย์เคยกล่าวว่า&amp;nbsp; งานเขียนที่ดีก็เหมือนภูเขาน้ำแข็ง&amp;nbsp; ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ให้เห็นนั้น&amp;nbsp; ถือเป็นเพียงส่วนน้อย&amp;nbsp; แต่ฐานของมันที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำและมองไม่เห็นต่างหากที่ทำให้ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งนั้นมั่นคง&amp;nbsp; เฮ็มมิงเวย์กล่าวไว้ทำนองนั้นเพื่อเป็นบทเรียนว่า&amp;nbsp; ควรเขียนแต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ&amp;nbsp; สิ่งที่เป็น&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;the&amp;nbsp; real&amp;nbsp; thing&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;หรือถ้าจะว่าตามความเห็น&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ของ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ยาขอบ&lt;/span&gt;’&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ก็คือ&amp;nbsp; เขียน&amp;nbsp; &lt;i&gt;คำ &lt;/i&gt;&amp;nbsp;ให้เท่ากับ&amp;nbsp; &lt;i&gt;ความ&lt;/i&gt;&amp;nbsp; อะไรที่ฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น&amp;nbsp; ถ้าตัดได้ก็ตัดทิ้งไปเสีย&amp;nbsp; ยิ่งตัด&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;มากยิ่งมั่นคงมาก&amp;nbsp; เหมือนส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งที่มีฐานกว้างใหญ่รองรับอยู่&amp;nbsp; ผู้สร้างงานที่เคย &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ผ่านพิมพ์&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;มาแล้ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ระดับหนึ่งย่อมจะมีบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไม่มากก็น้อย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๓.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ชิ้นงานหลายชิ้นรู้สึก&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;เหมือน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เมาเครื่องหมาย&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp; นี่เป็นข้อสังเกต&amp;nbsp; ไม่ใช่ข้อตัดสิน&amp;nbsp; บรรณาธิการมีความเห็นว่าภาษาไทยของเราแต่เดิมนั้นไม่มีการใช้เครื่องหมาย&amp;nbsp; เครื่องหมายต่างๆที่เพิ่มปรากฏเข้ามาในประโยคต่างๆของภาษาไทยปัจจุบัน&amp;nbsp; น่าจะเป็นอิทธิพล &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;นำเข้า&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ที่มาจากรูปแบบของภาษาอังกฤษ&amp;nbsp; เพราะเป็นลักษณะการเขียน &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ร้อยแก้วแนวใหม่&lt;/span&gt;’ (prose&amp;nbsp; narrative)&lt;span lang="TH"&gt; ตามแบบตะวันตกที่มีเครื่องหมายต่างๆเป็นตัวกำหนด&amp;nbsp; และเครื่องหมายแบบ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝรั่ง&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;เหล่านี้ก็ปรากฏอยู่ในตำราไวยากรณ์ไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕&amp;nbsp; รวมทั้งอิทธิพลจากการแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยก็มักจะคงเครื่องหมายแบบภาษาอังกฤษเอาไว้&amp;nbsp; จนกลายเป็นอิทธิพล &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;นำเข้า&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;ที่ตกตะกอนอยู่ในจิตสำนึกของการใช้ภาษาไทย&amp;nbsp; บรรณาธิการจึงมี &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;รสนิยมส่วนตัว&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ที่พยายามลดการใช้เครื่องหมายให้มากที่สุด&amp;nbsp; แต่ก็ไม่ถึงกับเคร่งครัดเสียทีเดียว&amp;nbsp; ถ้าเห็นว่าน่าจะตัดออกได้ก็ตัดทิ้งไป&amp;nbsp; โดยคงไว้เท่าที่จำเป็นจริงๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครื่องหมายลูกน้ำ&amp;nbsp; ที่ตำราไวยากรณ์ไทยเรียกว่า &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;จุลภาค&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;บรรณาธิการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ให้รกตาก็ได้&amp;nbsp; ถ้ารู้วิธีที่จะ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เว้นวรรค&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;อย่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;สัมพันธ์กับจังหวะการหายใจ&amp;nbsp; ภาษาไทยแต่ครั้งสมุดข่อยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเว้นวรรคก็จริง&amp;nbsp; เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นภาษาร้อยกรองแบบคำคล้องจอง&amp;nbsp; แต่ต่อมาเกิดการ&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;เขียน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ร้อยแก้วแนวใหม่&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;หรือ &lt;/span&gt;prose&amp;nbsp; narrative&lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp; ที่เริ่มมาพร้อมกับ&amp;nbsp; &lt;i&gt;หนังสือจดหมายเหตุ&lt;/i&gt;&lt;/span&gt;&lt;i&gt;&amp;nbsp; Bangkok&lt;/i&gt;&amp;nbsp; &lt;i&gt;Recorder&lt;/i&gt; &lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;ของหมอบรัดเลย์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗&amp;nbsp; มันจึงส่งอิทธิพลให้เกิดวิธีเขียนแบบใหม่&amp;nbsp; ดังมี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ตัวอย่างปรากฏจากงานเขียนในหนังสือพิมพ์ยุคบุกเบิกของเรา&amp;nbsp; ตั้งแต่สมัย&amp;nbsp; &lt;i&gt;ดรุโนวาท&lt;/i&gt;&amp;nbsp; เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๗&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นต้นมาและก็ได้พัฒนาต่อมาโดยติดอิทธิพลของเครื่องหมายแบบภาษาอังกฤษมาอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ&amp;nbsp; การเขียนในลักษณะ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ร้อยแก้วแนวใหม่&lt;/span&gt;’&amp;nbsp; &lt;span lang="TH"&gt;ที่ว่านี้ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยตราบจนปัจจุบัน&amp;nbsp; การเขียนแบบมีเครื่องหมายประกอบจึง &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ติด&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;มาจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยสมัยใหม่&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; บรรณาธิการเห็นว่าภาษาไทยแต่เดิมก็มีคำขึ้นต้นที่เป็นเหมือนเครื่องหมายต่างๆอยู่แล้วในตัวเอง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &lt;i&gt;อะไร&amp;nbsp; ทำไม&amp;nbsp; ใคร&amp;nbsp; อย่างไร&amp;nbsp; ที่ไหน&lt;/i&gt;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงไม่น่าจะต้องใส่เครื่องหมายท้ายประโยคแบบภาษา &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝรั่ง&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ให้รกตา&amp;nbsp; เครื่องหมายคำถาม (?) ถ้าจะใช้ก็ควรใช้ในประโยคบอกเล่าเชิงตั้งข้อสงสัย (เช่น &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt; ทักษิณเป็นเกย์?&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt;) แต่สำหรับประโยคคำถามในภาษาของเราเองนั้นมันมีลักษณะคำต้นที่เป็นเหมือนเครื่องหมายคำถามให้แล้ว&amp;nbsp; หรือการใช้เครื่องหมายตกใจ (&lt;/span&gt;!&lt;span lang="TH"&gt;) ก็น่าจะใช้เท่าที่จำเป็น&amp;nbsp; ไม่ใช่รู้สึกตกใจกันแทบทุกประโยค&amp;nbsp; การใช้เครื่องหมาย&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;แบบบ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เมาเครื่องหมาย&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;จนเห็นว่าเป็น &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สไตล์&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;นั้น&amp;nbsp; ว่าไปก็คงต้องดูกันเป็นรายๆ&amp;nbsp; และอาจต้องยกเว้นให้เจ้าของอิทธิพลบางคน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; วิตต์&amp;nbsp; สุตถเสถียร&amp;nbsp; อาษา&amp;nbsp; ขอจิตต์เมตต์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมูล&amp;nbsp; อุณหธูป &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;รงค์&amp;nbsp; วงษ์สวรรค์ ฯลฯ&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นผู้มาก่อนและมี &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สไตล์&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;การเขียนการแปลเฉพาะตนมานานแล้ว&amp;nbsp; แต่สำหรับชิ้นงานของผู้สร้างใน&amp;nbsp; &lt;i&gt;ช่อการะเกด&lt;/i&gt; ฉบับปกติ&amp;nbsp; บรรณาธิการมักรู้สึก &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;รกตา&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;เมื่อเห็นผู้สร้างหลายคนชอบใช้เครื่องหมายแบบ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เมาเครื่องหมาย&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;และเข้าใจว่าอาจไม่รู้ที่มาของการใช้เครื่องหมายเหล่านั้นว่าควรใช้อย่างไร&amp;nbsp; จำเป็นหรือไม่&amp;nbsp; เช่นบางคนใช้จุดไข่ปลาเพราะติดใจ&amp;nbsp; หรือไม่ก็ติดเป็นนิสัยเวลาเขียนหนังสือ&amp;nbsp; บางคนชอบวงเล็บเกินความจำเป็นจนทำให้รูปประโยคสับสน&amp;nbsp; บางคนใส่เชิงอรรถแทบทุกหน้า&amp;nbsp; จนทำให้การอ่านเรื่องสั้นกลายเป็นการอ่านงานวิจัย&amp;nbsp; อาการ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เมา&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; ดังกล่าวจึงน่าจะเมาเท่าที่จำเป็น&amp;nbsp; ใน &lt;i&gt;ช่อการะเกด&lt;/i&gt; ฉบับปกติ&amp;nbsp; ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตให้ดี&amp;nbsp; ท่านจะรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นเครื่องหมายปรากฏมากนัก&amp;nbsp; เพราะบรรณาธิการได้ใช้สิทธิ์ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ขีดข่วน&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ออกไปหมด&amp;nbsp; แต่สำหรับ &amp;nbsp;&lt;i&gt;ช่อการะเกด&lt;/i&gt; &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เทียบเชิญ&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; ที่ปรากฏนี้บรรณาธิการให้เสรีภาพที่จะ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เมาเครื่องหมาย&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;กันตามสบาย&amp;nbsp; มันก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรหรอก&amp;nbsp; เพียงแต่มันไม่ต้องกับ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;รสนิยมส่วนตัว&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ของบรรณาธิการเท่านั้น &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เทียบเชิญ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ทุกชิ้นใน&amp;nbsp; &lt;i&gt;ช่อการะเกด ๕๑&lt;/i&gt; ฉบับนี้&amp;nbsp; บรรณาธิการจึง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ไม่ได้เข้าไปขีดข่วนเครื่องหมายเหล่านั้นแต่ประการใด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ชื่อเรื่องจนกระทั่งเนื้อในของชิ้นงานแต่ละเรื่อง&amp;nbsp; ทุกพยางค์&amp;nbsp; ทุกประโยคที่ปรากฏ&amp;nbsp; บรรณาธิการยังคงไว้ตามต้นฉบับของผู้สร้างงานทุกประการ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๔.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;การตั้งชื่อเรื่องสั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง&amp;nbsp; เรื่องสั้นบางเรื่องอาจมีเหตุผลที่ผู้สร้างตั้งใจจะใช้ชื่อให้ยาวมากๆเข้าไว้&amp;nbsp; จนเวลาอ่านต้องมีการพักครึ่ง&amp;nbsp; ดังนั้นก็อยากจะถามว่า&amp;nbsp; ชื่อเรื่องสั้นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีชื่อยาวๆ ๆ ๆ&amp;nbsp; นี่เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้&amp;nbsp; บรรณาธิการก็ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องนี้นัก&amp;nbsp; แต่อยากฝากให้พิจารณาดูว่าเสน่ห์ของการตั้งชื่อเรื่องสั้นควรมีความสมดุลแบบไหน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๕.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;การใช้ภาษาอังกฤษแบบไม่จำเป็นควรมีอยู่หรือไม่&amp;nbsp; เรื่องนี้บรรณาธิการก็ไม่ได้เคร่งครัด&amp;nbsp; เพราะตัวเองก็ยังติดนิสัยนี้อยู่ในบางครั้ง&amp;nbsp; รวมทั้งนิสัยที่ชอบใช้ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;เครื่องหมายคำพูด&lt;/span&gt;’&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;&amp;nbsp; เหมือนเป็นการเน้นทั้งที่รูปประโยคอาจไม่จำเป็น&amp;nbsp; นิสัยการใช้หรือการกำกับด้วยภาษาอังกฤษก็เช่นกัน&amp;nbsp; ควรใช้เพราะมีหลักหมายบางประการ&amp;nbsp; เช่นเป็นผู้ริเริ่มถอดคำคำนั้นจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยครั้งแรก&amp;nbsp; หรือตั้งใจใช้เพราะมีเจตนาให้เหมาะกับบริบทที่กำลังเขียน&amp;nbsp; ไม่ใช่นึกจะใช้ก็ใช้เพราะเห็นว่าเท่ดี&amp;nbsp; เรื่องนี้ไม่ได้เคร่งครัดแต่ก็อยากให้ระมัดระวัง&amp;nbsp; เพราะไม่อยากให้เมาตัวอักษรภาษาอังกฤษจนเสียรสชาติของการอ่านบริบทที่เป็นภาษาไทย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpMiddle" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="MsoListParagraphCxSpLast" style="text-align: justify; text-indent: -18pt;"&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;๖.&lt;span style="font-family: &amp;quot;Times New Roman&amp;quot;; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;การระบุตัวเน้น&amp;nbsp; ผู้สร้างงานควรระวังว่าต้องการเน้นจริงๆ&amp;nbsp; มิใช่เน้นกันทุกบรรทัดหรือทุกพารากราฟ&amp;nbsp; จนแทบทำให้เนื้องานทั้งชิ้นหมดความสำคัญ&amp;nbsp; ตามหลักสากลทั่วไป&amp;nbsp; ตัวเน้นนั้นจะใช้ก็ได้&amp;nbsp; แต่ควรระวังไม่ใช้ตัวเน้นที่เด่นดำจนทำให้เนื้องานทั้งชิ้นกลายเป็นเหมือน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษบนหน้ากระดาษ&lt;/span&gt;’&amp;nbsp; &lt;span lang="TH"&gt;การใช้ตัวเน้นตามหลักสากลส่วนใหญ่จะเป็นชื่อหนังสือ&amp;nbsp; หรือชื่อเฉพาะที่ต้องการเน้นเท่านั้น&amp;nbsp; และก็ควรเน้นเป็นตัวเอนบางชุดเดียวกับตัวเนื้องาน&amp;nbsp; บางครั้งผู้สร้างงานบางคนคงจะรู้สึกว่าชิ้นงานของตนนั้นสำคัญเสียจนต้อง &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สั่งตัว&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;กำกับมาด้วย&amp;nbsp; ว่าไปก็ไม่ได้เสียหายอะไร&amp;nbsp; แต่มันน่ารำคาญ&amp;nbsp; อิทธิพลของการ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สั่งตัว&lt;/span&gt;’&amp;nbsp; &lt;span lang="TH"&gt;มาด้วย&amp;nbsp; ว่าไปแล้วก็เป็นแบบไทย-ไทยมาตั้งแต่สมัยตัวตะกั่ว&amp;nbsp; รุ่นโรงพิมพ์ฉับแกระ&amp;nbsp; ผู้ส่งอิทธิพลคนสำคัญก็อย่างเช่น&amp;nbsp; สุภา&amp;nbsp; ศิริมานนท์&amp;nbsp; ประมูล&amp;nbsp; อุณหธูป&amp;nbsp; และที่ส่งอิทธิพลสำคัญก็คือคอลัมน์ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;หน้า ๕&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ของ&amp;nbsp; คึกฤทธิ์ ปราโมช&amp;nbsp; ใน นสพ.สยามรัฐ รายวันเมื่อครั้งอดีต&amp;nbsp; แม้จะเข้าใจดีถึงความเร้าใจดังกล่าวในการใช้ตัวอักษรตามสั่งบนหน้ากระดาษ&amp;nbsp; แต่โดยมาตรฐานสากล&amp;nbsp; การพิมพ์หนังสือมิใช่การสั่งก๋วยเตี๋ยว&amp;nbsp; อิทธิพลของการ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สั่งตัว&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ที่มาพร้อมกับผู้สร้างงานปัจจุบัน&amp;nbsp; ได้ส่งทอดไปถึงการใช้ฟอนท์ตามใจชอบของฝ่ายศิลป์ในยุคตัวพิมพ์คอมพิวเตอร์ด้วย&amp;nbsp; ทำให้ยังเห็น &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษบนหน้าหนังสือ&lt;/span&gt;’&lt;span lang="TH"&gt; เปลอะไปหมด&amp;nbsp; เวลาอ่านมักจะตาลายเพราะมันเต็มไปด้วยฟอนท์ประเภทต่างๆ&amp;nbsp; ที่ถูกกำหนดเอาตามใจของฝ่ายผลิต &amp;nbsp;จนเกิดเป็น &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;กระจายไปทั่วทั้งเล่ม&amp;nbsp; ยิ่งผู้สร้างงานบางคน &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;สั่งฟอนท์&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ล่วงหน้ามาด้วยก็ยิ่งอาจทำให้เกิดอาการ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;เหล่านั้นมากขึ้น&amp;nbsp; การใช้ตัวเน้น&amp;nbsp; ไม่ว่าจะสั่งโดยผู้สร้างงาน&amp;nbsp; หรือฝ่ายศิลป์ในยุคตัวพิมพ์คอมพิวเตอร์&amp;nbsp; พวกเขาควรต้องทำความเข้าใจกับประเภทของหนังสือให้เห็นภาพแจ่มชัดทั้งเล่ม&amp;nbsp; โดยเฉพาะเนื้องานประเภทบทกวี&amp;nbsp; เรื่องสั้น&amp;nbsp; นวนิยาย&amp;nbsp; สารคดี และหรือหนังสือวิชาการนั้นไม่น่าจะใช่เนื้องานแบบคอลัมน์ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;หน้า ๕&lt;/span&gt;’&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;ของคึกฤทธิ์ ปราโมช&amp;nbsp; หรือการพาดหัวเป็นตัวเน้นประเภทต่างๆ แบบหนังสือพิมพ์รายวัน&amp;nbsp; เมื่อไหร่สิ่งที่&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษบนหน้าหนังสือ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;จะหมดไปเสียที&amp;nbsp; บรรณาธิการก็จนปัญญาจะตอบในเรื่องนี้&amp;nbsp; นอกจากนั้นยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็มีส่วนที่ทำให้เกิด &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ได้อย่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH" style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;รวดเร็วเพียงแค่การเคาะคีย์เปลี่ยนฟอนท์&amp;nbsp; และการเปลี่ยนฟอนท์ในยุคการพิมพ์คอมพิวเตอร์สามารถทำได้รวดเร็วมากกว่าช่างเรียงตัวตะกั่วในยุคโรงพิมพ์ฉับแกระ&amp;nbsp; &lt;b&gt;เรื่องนี้ในแวดวงสิ่งพิมพ์ก็ไม่เคยทราบว่ามีการสังคายนากันอย่างเป็นระบบหรือไม่&amp;nbsp; อีกทั้งการพิมพ์ในยุคดิจิตอลนั้นมีลักษณะเป็นงานกราฟิกมากขึ้นทุกวัน&amp;nbsp; สื่อสิ่งพิมพ์ในปัจจุบันที่ปรากฏจึงเหมือนให้ความสำคัญกับ &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: &amp;quot;Cordia New&amp;quot;,&amp;quot;sans-serif&amp;quot;; font-size: 16pt;"&gt;&lt;b&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;การดู&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;มากกว่า &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;การอ่าน&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;&amp;nbsp;ถ้าหากไม่หาจุดสมดุลในเรื่องนี้ให้ได้ &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ฝีดาษบนหน้าหนังสือ&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;ก็จะเกิดขึ้นต่อไปจนทำให้คำว่าหนังสือกลายเป็นเรื่องอยาก &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;ดู&lt;/span&gt;’ &lt;span lang="TH"&gt;มากกว่าอยาก &lt;/span&gt;‘&lt;span lang="TH"&gt;อ่าน&lt;/span&gt;’&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-7253069052581559463?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/7253069052581559463/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post_28.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/7253069052581559463'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/7253069052581559463'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post_28.html' title='บันทึกระหว่างทาง(๕) : โหมโรง &apos;รำวงเวียนช่อฯ&apos;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S4ncNMveDgI/AAAAAAAAAGQ/BOuK6AF_s0c/s72-c/n300383953718_7483.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-5886676404162648685</id><published>2010-02-06T21:43:00.001+07:00</published><updated>2010-07-27T19:18:57.240+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกไม้ สายลม แสงแดด และฯลฯ'/><title type='text'>ตราบจนชั่วชีวี...ข้ามีรัก</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S21_wVOZLDI/AAAAAAAAAGI/STIjwwQF7Ko/s1600-h/129039.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="150" kt="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S21_wVOZLDI/AAAAAAAAAGI/STIjwwQF7Ko/s200/129039.jpg" width="200" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;เหมือนนรกหมกไหม้ใจหฤหรรษ์&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;คล้ายสวรรค์วิโยคโศกกระหน่ำ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ได้รู้ซึ้งถึงสุขทุกข์ที่กระทำ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ชื่นหรือช้ำจะจดจำไว้ทำไม&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;จึงกี่ทีก็มีแต่จะรัก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ยินดีที่ได้รู้จักนรกไว้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;และคุ้นชินถิ่นสวรรค์อันอำไพ&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;อวดใครๆได้ว่าข้ามีรัก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;จึงกี่ครั้งก็ยังคงจะค้นหา&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ใต้รอยคราบน้ำตาคราอกหัก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;หรือรอยยิ้มอิ่มเอมเปรมใจนัก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;อวดใครๆได้ว่า"รัก"...ข้าก็มี&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;แม้นกี่เกิดกี่ตายอีกกี่หน&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ขอว่ายวนในห้วงแห่งรักนี้&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ให้ลือโลกนรกสวรรค์บรรดามี&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;ตราบจนชั่วชีวี...ข้ามีรัก&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;*****&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-5886676404162648685?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/5886676404162648685/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html#comment-form' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5886676404162648685'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5886676404162648685'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post_06.html' title='ตราบจนชั่วชีวี...ข้ามีรัก'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S21_wVOZLDI/AAAAAAAAAGI/STIjwwQF7Ko/s72-c/129039.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4212006394088245941</id><published>2010-02-03T20:47:00.002+07:00</published><updated>2010-07-27T18:12:36.692+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทองดี โคกกระโดน'/><title type='text'>รักเก่าที่บ้านเกิดกับเพื่อนเก่าที่บ้านเดียวกัน</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S2l-DZUu8oI/AAAAAAAAAGA/vabvdG4RbjA/s1600-h/à¸ à¸²à¸ž042.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" kt="true" src="http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S2l-DZUu8oI/AAAAAAAAAGA/vabvdG4RbjA/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E042.jpg" width="240" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;b&gt;เป็นเวลาหลายปีอยู่เหมือนกันที่&lt;/b&gt;ทองดี โคกกระโดน ไม่ได้กลับบ้านเกิด ครั้นกลับมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าอะไรๆหลายๆอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป ที่บ้านเขามีเสาสัญญาณโทรศัพท์ของค่ายมือถือถึง ๒ ค่าย ถนนคอนกรีตตัดเข้าสู่หมู่บ้านแล้ว แต่ไม่แน่ใจนักว่าถนนเส้นนี้ใช้งบไปเท่าไหร่ เพราะดูสภาพแล้วพื้นคอนกรีตดูจะบางกว่าหน้านักการเมืองตั้งเยอะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างมันเถอะ! ทองดี โคกกระโดนคิด ยังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นที่น่ากังวลกว่า ขณะหิ้วพวงปลาช่อนเดินเปลือยตีนกลับบ้าน รถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่า ฟีโน่ คันหนึ่งได้ขับโฉบตัดหน้าเขาไป คนขับคือวัยรุ่นผู้เป็นศัตรูคู่อาฆาต มันชื่อไอ้ป๋อง ลูกชายคนเดียวของ อบต.เขียด ส่วนคนซ้อนท้ายเป็นสาววัยรุ่นที่ทองดีเคยจีบสมัยเรียนมัธยมต้น หล่อนชื่ออีหวึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีหวึ่งเป็นผู้หญิงที่งามที่สุดในโลก นี่คือความคิดของทองดี โคกกระโดน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตกเย็นวันนั้นเขาหิ้วพวงปลาช่อนไปฝากอีหวึ่งถึงบ้าน แล้วเขาก็ได้พบกับความอกหักสมบูรณ์แบบครั้งแรกในชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เหตุการณ์ต่อจากนั้นจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ไว้ เพราะคงไม่เหมาะนักหากจะเผยแพร่ในสถานที่นี้ แต่หากท่านใดต้องการทราบบรรยากาศ ผมคิดว่าเพลง ‘จั่งซี่มันต้องถอน’ ของปอยฝ้าย มาลัยพร น่าจะช่วยได้-พุ่มฮัก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่กระท่อมปลายนาด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน อันเป็นสถานที่ที่ทองดี โคกกระโดนใช้ผ่านค่ำคืนอันโหดร้ายนั้นมาได้แบบหวุดหวิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จวนจะเพลเข้าไปทุกทีแล้ว แต่หลายร่างที่นอนระเกะระกะอยู่บนพื้นกระท่อมยังนิ่งเฉย ร่างหนึ่งผิวกายเหี่ยวย่น หัวเถิกโล่งเตียนกินเนื้อที่ถึงกลางกระหม่อม แต่เนื้อที่หนังหัวส่วนอื่นยังพอหลงเหลือเส้นผมหร็อมแหร็ม ทองดี โคกกระโดนและคนทั้งตำบลเรียกว่าลุงปรือ ใครก็ไม่รู้เชิดชูบูชาถึงขนาดยกเยินให้เป็นปราชญ์ปลายนา อาจเป็นไปได้ว่า เพราะแกเป็นชาวนาที่ยังใช้ควายไถนาอยู่ ปฏิเสธเทคโนโลยีการเกษตรทุกชนิด และการกินอยู่หลับนอนก็แสนเรียบง่ายธรรมดาสามัญ ทำนา ๓ ไร่ ได้ข้าวกินทั้งปีไม่หมด หากไม่แบ่งถวายหลวงพ่อเตี้ยเสียตั้งครึ่ง บรรดามอดก็คงอ้วนท้วนสมบูรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงปรืออ้าปากหวอส่งเสียงกรนดังลั่น ผิวหน้าหยาบกร้านและเหี่ยวย่น แก้มตอบ มีนิทานกาลครั้งหนึ่งซึ่งทองดีเคยได้ยินมาเรื่องหนึ่ง คนเล่าบอกว่าลุงปรือคือพระเอก นิทานเรื่องนี้ไม่ได้จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง แต่จบแบบที่ชาวบ้านเห็นและเป็นอยู่ เป็นนิทานรักโศก คือ ณ กาลครั้งนั้นลุงปรือหลงรักสาวงามดีกรีเทพธิดาตำบลคนหนึ่งชื่อ บัวเผื่อน แต่เทพธิดาองค์นี้แม้เพียงนิดจะคิดชายหางตามาทางลุงปรือก็ไม่มี ครองตำแหน่งได้ ๑ ปี ก็ตกลงปลงใจกับไอ้หนุ่มผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง หนุ่มคนนั้นชื่อแผน ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็เป็นหนึ่งในบรรดาเพื่อนฝูงของลุงปรือ “แล้วยังไงต่อ?” ผู้ที่ได้ฟังนิทานเรื่องนี้มักจะถามแบบนี้ “จะยังไงล่ะ ก็อย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั่นแหละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงปรือเป็นลูกผู้ชายเต็มร้อย แพ้ก็คือแพ้ ณ ขณะโน้นแกต้อนควายลงทุ่ง ปลูกกระท่อมอยู่เดียวดายที่ปลายนา นิทานบางเวอร์ชั่นจากบางปากได้เสริมสีสันว่า แกนอนร้องไห้ฟังเสียงเครื่องไฟงานแต่งอยู่ ๓ วันเต็มๆ พอวันที่ ๔ ดูเหมือนแผลใจจะทุเลาแล้ว แต่กลับทรุดลงอีกเมื่อแกเหลือบไปเห็นควายของแกกำลังผสมพันธุ์กัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ถอนหายใจหนักหน่วง ลุงปรือคนนี้คือแบบอย่างที่ดีของคนอกหัก แกไม่รักใครอีกเลย ดูเหมือนแกจะฝังจิตฝังใจกับบัวเผื่อนเอามากๆ มีบางคนลือต่อกันมาอีกว่า ตอนบัวเผื่อนท้องโย้ ลุงปรือโผล่หน้าไปหา หน้าตาและเนื้อตัวเปรอะโคลนเพราะเพิ่งไถนาเสร็จ ชาวบ้านลือกันแกมอารมณ์ขันว่า ลุงปรือบอกกับบัวเผื่อนว่า “ข้าจะรอเอ็ง บัวเผื่อน ข้ารักใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเอ็ง!” แล้วแกก็ซื้อเหล้าติดมือกลับกระท่อมไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เคยมีความคิดว่า ถ้าเขาอกหัก เขาอาจจะดำเนินรอยตามลุงปรือ นั่นก็คือ ต้อนควายลงทุ่ง ปลูกกระท่อมอยู่ปลายนาทิศใต้(นาพ่อเขาอยู่ทางทิศใต้) แต่ติดปัญหาตรงที่ว่า ครอบครัวเขาไม่มีควายหลงเหลืออยู่แม้แต่ตัวเดียว ครั้นจะขับรถไถนาลงทุ่งไปปลูกกระท่อมเพื่อทำใจมันก็กระไรอยู่ ด้วยว่าเขาขับรถไถนาไม่เป็น ควายเหล็กเคยเหวี่ยงเขาฟาดคันนาแทบสลบมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเอาดีทางด้านการขีดเขียน หิ้วกระเป๋าหนีออกจากบ้านเพื่อไปหาประสบการณ์เขียนหนังสือที่กรุงเทพฯ บางทีถ้าเขาหอบสมุดปากกาไปนอนเขียนนิยายที่ปลายนาก็คงจะดีไม่น้อย ถ้าเขาอกหัก -เขาเคยคิดว่าถ้าเขาอกหักเขาก็จะทำอย่างที่คิดไว้ แต่พออกหักจริงๆ สิ่งแรกที่ทำได้คือหิ้วขวดเหล้ามาหาลุงปรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาจำไม่ได้แล้วว่าลุงปรือให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง แต่จำได้ชัดเจนว่า ชะตากรรมความรักของเขาได้สะกิดต่อมอดีตของลุงปรืออย่างจัง แกไม่หลงเหลือร่องรอยของความเป็นปราชญ์ปลายนา แกเอาแต่กรอกเหล้าเข้าปากสลับกับพร่ำแต่คำว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” แล้วก็กรอกเหล้าเข้าปาก “ดีแล้วที่เอ็งมาปรึกษาข้าไอ้ทองดี เรื่องอกหักข้าเป็นมาก่อนเอ็ง” แล้วแกก็กรอกเหล้าเข้าปากอีก “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เบนสายตาไปจับจ้องที่กองขวดเหล้าขาว เศษก้างและหัวปลาดุกย่าง กระดูกน่องไก่บ้าน เศษผักแกงอ่อมเนื้อเหลือติดก้นจานเขียวคล้ำ ทุกอย่างที่เขาเห็นล้วนถูกกองทับมดกรุ้มรุม แลดูไม่ต่างจากกองขยะ เขาหันกลับมามองเพื่อนร่วมวงอีกครั้ง ร่างชราที่เหยียดหงายอยู่ปลายตีนลุงปรือคือลุงเปีย ลุงคนนั้นเป็นชาวนามีเมีย ไม่ใช่โสดสนิทเหมือนลุงปรือเพื่อนซี้ มีลูกชาย ๓ คน คนแรกติดคุกอยู่ที่คลองเปรมในข้อหามียาบ้าในครอบครอง คนรองดีหน่อย จบปริญญาตรีทางด้านจักรๆกลๆ ข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานถึงประเทศญี่ปุ่น ปีสองปีถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน แต่ส่งเงินมาจุนเจือครอบครัวไม่ขาด ลูกชายคนสุดท้ายจับได้ใบแดงเป็นทหารเกณฑ์ถูกส่งไปรับใช้ชาติที่ปัตตานี เดือนก่อนมันส่งจดหมายมาเล่าให้ลุงเปียฟังว่า “พ่อครับ เหตุระเบิดรถยนต์ที่พ่อเห็นทางทีวีอาทิตย์ก่อน พ่อรู้ไหมว่าสะเก็ดระเบิดมันปลิวเฉียดกบาลผมไม่ถึงคืบ แต่พ่อไม่ต้องเป็นห่วงผมนะครับ ผมมาที่นี่เพื่อรับใช้ชาติ ผมจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้สมกับที่เกิดมาเป็นลูกพ่อ-นายเปียผู้ประเสริฐ...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงเปียสงบเยือกเย็นกว่าลุงปรือ ผมสีดอกเลาที่ดกปรกเต็มหัว น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันว่าแกไม่ใช่คนคิดมาก ไม่เครียด ไม่วิตกกังวลเกินเหตุ ทองดีจำได้ว่าตอนที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกลูกชายคนแรกของแกนั้น ลุงเปียยกมือไหว้ท่วมหัวขอบคุณศาล “เที่ยงธรรมที่สุดแล้วขอรับ ลูกชายผมผิดจริงๆ ผมบอกผมสอนมันแล้ว มันเคยฟังเสียที่ไหน” แต่แกก็จับรถไฟหิ้วของพะรุงพะรังไปเยี่ยมลูกชายทุกเดือน ถ้าจะเทียบกับพ่อคนอื่นๆในข้อที่ว่ารักลูกเสมอทัดเทียมกันทุกคนแล้ว ลุงเปียน่าจะถูกจัดในอันดับต้นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคืนลุงเปียหิ้วขวดเหล้ามาสมทบ พร้อมแกงอ่อมอีกชาม “เอ็งอย่าคิดมากเลยบักทอง ผู้หญิงในโลกนี้ใช่ว่าจะมีคนเดียวเสียเมื่อไหร่ หาให้งามกว่าอีหวึ่งสักสิบเท่าก็ยังได้ นี่เอ็งลองชิมแกงอ่อมของข้าดูสิ อร่อยนา...อย่าคิดมาก!” แล้วแกก็เอื้อมมือมาตบไหล่เขา ก่อนจะรับจอกเหล้าลุงปรือเทลงคอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้าก็เคยอกหักเหมือนกัน” ลุงเปียพูดต่อ “ตอนนั้นหัวใจของข้ากับหัวใจของไอ้ปรือคิดตรงกัน คือคิดว่าอีบัวเผื่อนคือผู้หญิงที่งามที่สุดในโลก จะไม่ให้คิดอย่างนั้นได้ยังไง ก็หน้าอกมันตุ้มซะขนาดนั้น แก้มผ่องขนาดนั้น ลำคอระหงซะขนาดนั้น ข้ากับไอ้ปรือเคยแอบดูตอนมันกระโจมอกถลกผ้าถุงขัดขี้ไคลต้นขา โอย...จะบ้าตาย! แล้วจะไม่ให้คิดว่ามันงามที่สุดในโลกได้ยังไง ใช่ไหมวะไอ้ปรือ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เออ” ลุงปรือตอบรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ข้าไม่โง่เหมือนไอ้ปรือหรอก” เฒ่าเปียพูดอีก “ผู้หญิงเขาไม่สนใจก็ยังไปเซ้าซี้อยู่ได้ แล้วเป็นไงล่ะ ก็ช้ำอกกลัดหนองฝังลึกยี่สิบปีไม่หาย เหี่ยวย่นหย่อนยานอยู่กับวัวควายไร่นาอย่างที่เห็นนี่แหละ สู้ข้าก็ไม่ได้ พออีบัวเผื่อนขึ้นหอปุ๊บ ข้าก็ปีนหน้าต่างห้องอีลำดวนปั๊บ เสร็จ! สวรรค์ขึ้นได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ แล้วจะมัวดักดานอยู่ในนรกอยู่ทำไม ใช่ไหมวะไอ้ปรือ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประเดี๋ยวกุถีบ!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ละสายตาจากร่างหลับใหลของลุงเปีย แล้วส่งสายตาเพ่งพินิจไปยังหนุ่มหน้าหยกรุ่นน้องวัยเบญจเพส ผู้ซึ่งนอนเหยียดยาวชิดผนังกระท่อม สองมือประสานอยู่กลางอก หายใจสม่ำเสมอแผ่วเบา หลับลึกจมดิ่งใต้ตะวันยามเพล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมชาย บุญกระโดน คือชื่อตามบัตรประชาชนของเขา แต่คนทั้งตำบลเรียกขานอย่างรักใคร่แกมหมั่นไส้ว่า ‘ไอ้ไผ่’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งใจสมาสและสนธิจากคำสองคำคือ คำว่า-แผน- กับ คำว่า -บัวเผื่อน-&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาคือลูกชายคนเดียวของแผนกับบัวเผื่อน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทองดี โคกกระโดนก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงนิทานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนเล่ากล่าวว่า เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาหลังจากบัวเผื่อนหายจากอาการท้องโย้ได้ราวๆ ๓ เดือน ไอ้แผนกระหืดกระหอบไปบอกผู้ใหญ่บ้านว่า มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับลูกชายของตน สันนิษฐานได้เป็น ๒ ข้อ (ตามคำกล่าวของผู้เล่านิทาน) คือประการแรก ลูกชายวัย ๓ เดือน กระโดดลงจากเปลแล้วเดินหนีไปไหนไม่รู้ และอีกประการหนึ่งก็คือ มีโจรมาขโมยลูกชายของตนไป ไอ้แผนออกจะเชื่อในข้อสันนิษฐานประการหลังมากกว่า เพราะโจรชั่วใจบาปคนนั้นได้ทิ้งร่องรอยไว้ที่แก้มของบัวเผื่อนขณะนอนหลับข้างๆเปลลูก ซึ่งผูกอยู่ใต้ถุนบ้าน ร่องรอยที่ปรากฏบนแก้มนวลผ่องนั้น มีส่วนผสมของคราบเหงื่อไคลและดินโคลน ปรากฏให้เห็นคล้ายรอยจูบ จะเป็นใครไปไม่ได้เด็ดขาด เขาขอร้องให้ผู้ใหญ่เรียกระดมชาวบ้าน แล้วยาตราทัพไปล้อมกระท่อมไอ้ปรือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็อย่างที่เห็นและเป็นอยู่นั่นแหละ” ผู้เล่านิทานมักจะย้ำแบบนี้ ไอ้ปรือกอดเด็กชายไว้แน่นอก ประกาศบอกไอ้แผนต่อหน้าชาวบ้านทุกคนในวันนั้นว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้าก็ลูกผู้ชายเหมือนกันโว้ยไอ้แผน ข้าเสียบัวเผื่อนให้เอ็งไป ข้าก็ยอมแพ้ถอยมาแต่โดยดี ทีนี้ข้าก็อยากจะขออะไรเอ็งสักอย่าง ขอให้ข้าได้มีส่วนดูแลเด็กคนนี้จะได้หรือไม่ ข้าไม่ได้คิดร้ายอะไร ข้ารักเด็กคนนี้เหมือนที่เอ็งรัก ลูกของเอ็งก็เหมือนลูกข้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อ้ายบ้า!” ผู้เล่านิทานจะเน้นบทสนทนาชัดถ้อยชัดคำ “แล้วเอ็งจูบแก้มเมียข้าทำไม?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว! ก็ข้ารักของข้านี่หว่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิทานยังมีส่วนพิสดารกว่านี้อีกหลายเท่า จริงหรือเท็จก็ยากจะพิสูจน์ เพราะกาลเวลาได้ล่วงเลยมายี่สิบกว่าปีแล้ว ช่วงที่ผ่านมา ลุงปรือได้ปฏิบัติต่อครอบครัวไอ้ไผ่ด้วยน้ำใจอันประเสริฐ กล้วยข้างกระท่อมพร้อมใจกันสุกทั้งเครือ แกก็จะคว้ามีดฟันฉับแล้วแบกไปทิ้งไว้ที่บ้านบัวเผื่อน ปลาในสระหนาแน่นจนแย่งกันหายใจ แกก็จะเหวี่ยงแหเอาปลาไปฝากไอ้แผนทีละแหสองแห พอไอ้ไผ่โตขึ้นเข้าโรงเรียน แกก็จะพามันมาเล่นที่กระท่อมปลายนา ฝึกให้ตกปลา ขี่ควาย ทำว่าว ทำหนังสะติ๊กยิงกิ้งก่า ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงไม่แปลกใจเมื่อได้ยินไอ้ไผ่พูดว่า “ลุงปรือเปรียบเสมือนพ่อของผมคนหนึ่ง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ครุ่นคิด ต้องใช้ความพยายามขนาดไหนหนอ ถึงจะยกระดับจิตใจให้สูงส่งอย่างลุงปรือได้ อีหวึ่งปฏิเสธรักเขา แล้วก็ไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ลูกชาย อบต.ให้เขาเห็น หากอีหวึ่งท้องโย้กับไอ้หนุ่มนั้น ทองดีคิดแต่เพียงว่า เขาก็คงจะเคียดแค้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ อาจจะคว้ามีดอีโต้ไปสับหัวผัวเมียคู่นั้น แล้วชำแหละผ่าท้องเอาเด็กออกมากระทืบเล่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ถอนหายใจหนักหน่วง เขาครุ่นคิดตามคำพูดของไอ้ไผ่ ซึ่งอาศัยดีกรี ๖ หน่วยกิต ม.รามฯ ชี้ความจริงให้เขาได้สำนึกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันก็สมควรแล้วนะครับที่พี่ทองดีจะประสบกับความอกหักจากรักครั้งนี้ ดูหน้าพี่สิครับ ดูได้เสียที่ไหน ผมหมายถึงดูไม่ได้เลยสำหรับสายตาของคนที่มีรสนิยม K-POP อย่างอีหวึ่งมัน เออ! ถ้าพี่กับอีหวึ่งเกิดในยุคไอ้ขวัญ-อีเรียมก็ว่าไปอย่าง แต่นี้มันยุคโลกาภิวัฒน์ ใบหน้าพี่ไม่ยอมพัฒนาแล้วมันแปลกตรงไหนถ้าพี่จะอกหัก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สารรูปข้ามันทุเรศขนาดนั้นเชียวหรือ?” เขาจำได้ว่าเขาถามคำถามนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันก็ไม่เชิงทุเรศหรอกครับพี่” ไอ้ไผ่ว่า “ผมไม่อยากจะเอาหน้าตาตัวเองเป็นมาตรฐานนะ เพราะมันจะทำให้ยุ่งยากต่อการอธิบาย เอาเป็นว่า ถ้าผมมีหน้าตาอย่างพี่ คือตาตี่ โหนกแก้มสูง ดั้งหัก กรามใหญ่ และเตี้ยม่อต้อ ผมจะไม่จีบอีหวึ่งเด็ดขาด” ไอ้ไผ่หยุดพูด รับจอกเหล้าจากลุงปรือเทลงคอ แล้วตักแกงอ่อมซดน้ำแกงอุ่น “ก่อนจะจีบใครสักคน เราควรจะต้องศึกษาข้อมูลของเขาให้ดี เข้าตำรา รู้เขารู้เรา รักร้อยครั้ง สมหวังร้อยครั้ง แต่พี่...รู้ทั้งรู้ว่าอีหวึ่งมันเป็นคนอย่างนั้น พี่ก็ยังดันทุรังรัก แล้วเป็นไงล่ะครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์!” ลุงปรือสอดมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เทเหล้าให้ตัวเอง “ข้านึกว่าอีหวึ่งมันจะมองเห็นหัวใจบริสุทธิ์ของข้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อีหวึ่งไม่ได้มีตาทิพย์นะพี่” ไอ้ไผ่พูดอีก “ตาอีหวึ่งก็คือตาธรรมดาเหมือนเราๆท่านๆนี่แหละ ชอบมองอะไรสวยๆงามๆเหมือนกัน มือถือไอ้นั่นถ่ายรูปถ่ายวีดีโอได้ ฟังเพลงก็ได้ ดูทีวีก็ได้ รถมอเตอร์ไซค์ที่มันขี่ก็รุ่นใหม่ล่าสุด เกียร์ออโต้ กดปุ่มสตาร์ทบิดคันเร่งไปได้เลย ไม่เหมือนอีแก่ของพี่ กระทืบจนตีนหลุดก็ยังสตาร์ทไม่ติด มือถือที่พี่ใช้ก็ฮิตเมื่อห้าปีที่แล้ว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมผู้หญิงสมัยนี้ชอบมองแต่วัตถุภายนอก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันไม่ได้มีตาทิพย์ไง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอ็งก็ไม่ต่างอะไรกับเขานี่หว่า” ลุงเปียพูดขึ้น “เอ็งก็ชอบมองอะไรภายนอกเหมือนกัน ถ้าอีหวึ่งไม่มีหน้าอกขนาด ๓๖ และถ้ามันไม่ชอบเผยเนินอกตอนไปซื้อของร้านชำ และถ้ามันไม่ชอบเปลือยขาอ่อนโดยเจตนานุ่งกางเกงขาสั้นจุ๊ดจู๋ เฮอะ! ใครที่ไหนจะมอง ข้าขอถามเอ็งหน่อย ถ้าอีหวึ่งปากแหว่ง ตาบอด ขาเป๋ เอ็งจะรักมันไหม?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ก้มหน้ามองน้ำใสๆเต็มจอก “ไม่รู้สิครับลุงเปีย ผมรู้แต่ว่าตอนนี้ผมอยากฉุดมันมาทำเมียเหลือเกิน!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อา...หัวใจของเอ็งบริสุทธิ์จริงๆ” ลุงปรือพึมพำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสียงระฆังดังเหง่งหง่างมาจากวัด เพลพอดี ระฆังดังกังวานวิเวกชวนให้หวั่นไหว เสียงหอนโหยหวนของหมาวัดลอยตามลมมาถึงกระท่อมปลายนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน รู้สึกสงบอย่างประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาคิดถึงสายตาเหนื่อยหน่ายของหญิงสาวที่เขาบอกรัก คิดถึงถ้อยคำหยามหมิ่นที่ออกมาจากปากงามรูปกระจับ คิดถึงเสียงทุ้มนุ่มหูของรถมอเตอร์ไซค์ราคาครึ่งแสนที่มันพาหญิงสาวคนนั้นลับตาเขาไป แล้วเขาก็คิดถึงพ่อแม่ ตั้งแต่เรียนจบออกมา เขายังไม่ได้ทำอะไรให้พ่อแม่ชื่นใจเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาขยับตัวออกจากที่นั่ง เขย่าปลุกสองลุงและไอ้ไผ่ ลุงเปียงัวเงียลืมตาขึ้นก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เช้าแล้วเรอะ?” ลุงเปียถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เพลแล้วครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงปรือลุกขึ้นบิดขี้เกียจ “เอ็งไปซึ้อเหล้ามากินอีกไป๊!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ส่ายหน้า “ผมคิดออกแล้วครับลุง ว่าผมจะทำอย่างไรกับชีวิตตัวเองต่อไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอ็งจะทำอะไร?” สองเฒ่าถามแทบจะพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมจะบวชครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอ้ไผ่ดีดตัวผึง นั่งตัวตรงตาเบิกกว้างพูดว่า “ผมเพิ่งฝันเมื่อกี้เองว่าพี่ทองดีบวช ตายห่าแล้วครับ ในฝันพี่ทองดีบวชแล้วไม่ยอมสึก อย่าเชียวครับ ผมไม่อยากเสียพี่ชายให้กับพระพุทธศาสนา”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ทองดี โคกกระโดน ยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบวัน&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4212006394088245941?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/4212006394088245941/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4212006394088245941'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4212006394088245941'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='รักเก่าที่บ้านเกิดกับเพื่อนเก่าที่บ้านเดียวกัน'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S2l-DZUu8oI/AAAAAAAAAGA/vabvdG4RbjA/s72-c/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E042.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-137300359372661325</id><published>2010-01-15T21:21:00.004+07:00</published><updated>2010-01-22T00:12:51.747+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>"บันทึกระหว่างทาง(๔) : ว่าด้วยหนึ่งตอน"</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.facebook.com/topic.php?uid=189609763313&amp;amp;topic=12825" target="_blank"&gt;&lt;img src="http://profile.ak.fbcdn.net/object2/1594/97/t189609763313_6633.jpg" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;b&gt;ธุลีดิน&lt;br /&gt;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ มาลองประเดิมวงโม้กันด้วยวาทะของท่านหัวหน้าเจ๋อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;'ไม่ต้องกังวลเรื่องฟีดแบ็ค ใครจะอ่านมากอ่านน้อยเป็นอีกเรื่อง ลากดาบต่อไปให้สุดทาง ร่องรอยที่ทิ้งไว้จะบอกเราเองว่าควรจะเดินไปทางไหน' &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การนี้เป็นแลกเปลี่ยนทัศนะว่าด้วย 'กระบี่สุริยะดาบสุริยาอีโต้จันทรา' อันเป็นงานเขียนที่ท่านหัวหน้าเจ๋อกะลังประเลงลวดลายดัชนีดับสุริยา เอ่..หรือว่าสุริยะ มาเป็นตอนที่สอง เอ่..หรือว่าตอนแรก (หว่า) http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_10.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นงามด้วยคำกล่าวนั้นสุดหัวใจล่ะขะรับ แต่ก่อนชงโอเลี้ยงวางลงบนโต๊ะขอได้ยกข้อดีที่เห็นด้วยวางเก้าอี้ข้างเสียก่อน แล้วเรามาต่อกันให้ไกลอีกนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความนี้เป็นสิ่งซึ่งข้าพเจ้าเองยังทำไม่ได้ ไปไม่ถึง ยกมาสนทนาก็เพื่อแลกเปลี่ยนกัน ตระหนักว่าเหล่าเราไปพ้นพะวงผลตอบรับแล้ว ที่ยังต้องพะว้าก็คือตรากตรำกรำอักขระเยี่ยงไรจึงจะไปให้สุดทาง (ซึ่งสาหัสสากรรณเสียกว่าล่วงพ้นอารมณ์วูบไหว เม้นท์แล้วนะ เข้ามาอ่านแล้วนะ หลายเท่านัก) จึงหากประคองปลายนิ้วไปได้จนถึงจุดหมายย่อมเป็นที่ปราโมทย์ประโลมใจ แต่ประเด็นที่จะยกตั้งโต๊ะคือระหว่างนั้น!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้าเคยลองโพทต์ตามแต่เขียนได้ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะโพสท์ทุกวัน ทำเยี่ยงนั้นนับว่าสมใจคนเขียน คือบรรลุเป้าหมายทุกวัน แต่ผ่านนานเข้าชักคิดถึงใจคนอ่าน ว่ามันจะอารมณ์ขาด ๆ ค้าง ๆ อยู่นา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นจึงพยายามให้เนื้อหาลงตัวในแต่ละโพสท์ ไม่ว่าสั้นหรือยาว เนื้อหานั้น ๆ สมควรมีความลงเฉพาะตัวเมื่อถึงบรรทัดสุดท้ายอักษรท้ายสุด ก็เหมือนเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งนั่นแลขะรับ เป็นเรื่องสั้นที่ตัวเรื่องต่อเนื่องกันไปแต่ละโพสท์จบความตามที่เรื่องสั้นควรเป็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะสิ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังคิดเยี่ยงนั้น อาการคิดไม่ออก เขียนไม่ออกเริ่มมา การที่เคยเดินง่ายถ่ายคล่องก็กลายสะดุดอุดรูก้นถ่ายไม่ออกเสียกระนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงความคิดที่ว่าจะโพสท์ทุกวันจำต้องหยุดลงเพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่มือละอ่อนหัดเขียนจะปั่นออกมาได้เจ๋งดังใจด้วยเวลาจำกัดจำเขี่ย เริ่มมองหาทางออก หากทะยอยเขียนทีละวัน สิ้นสัปดาห์นำมาเรียบเรียงให้ลงตัวแล้วโพสท์ เนื้อหาอาจสามารถบำเรอสหายอ่านได้ดีกว่าเรื่องราวที่ยังขาดห้วง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากถ้อยวาจาผู้น้อยติดไปข้างลึกล้ำดำมืด ท่านที่เคารพไม่อาจสร้างภาพกระจ่างใจ เนื่องจากทราบว่าได้ผ่านตา 'ผู้ชนะฯ' มา (ท่านหนุ่มเคยไหม?ท่านสายทราบว่ายัง) ก็จะลองยก 'ผู้ชนะฯ' เป็นสาทก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สถานการณ์เอกประพันธกรที่ยามนั้นชื่อยังหาได้ปักลงเป็นเสาหลักสยามวรรณภพก็เป็นเยี่ยงเรานักหัดเขียนบนเน็ตปัจจุบัน ท่านเขียนลงหนังสือพิมพ์รายวันดังเราท่านทราบดี แต่ละวันคือหนึ่งตอน หนึ่งตอนที่มีความยาวกระทัดรัด มีชื่อของแต่ละตอนกำกับบ่งบอกเนื้อหาของตอนนั้น ๆ หากท่านยังไม่อาจแจ้งกระดองใจ ก็จะลองยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนแรกของยอดขุนพล ชื่อ 'ตอนลูกร่วมนม' เนื้อหาบรรยายถึงกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ในพุกามประเทศ มีราชบุตรและราชบุตรี ทั้งสองถูกเลี้ยงดูด้วยแม่นมซึ่งก็มีบุตรตนอีกหนึ่ง เด็กทั้งสามจึงเติมโตมาด้วยกัน ครั้นเจริญวัยพระราชเทวีเห็นว่าสมควรแยกราชบุตรีมาเลี้ยงดูเสียในวัง จะเด็ดและจันทราจึงร่ำอาลัยจากด้วยจิตปฏิพัทธ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบตอนหนึ่งเพียงเท่านี้ (คิดออกยัง?) ทั่นที่เคารพจะเห็นว่าความในตอนจบอย่างลงตัวสมชื่อที่จั่วหัวไว้ เยี่ยงนี้จึงนับว่า บำเรอผู้อ่าน หากยังคิดไม่ออกจะลองแถมอีกสักตอนก็ยังได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนสองคือ 'ราชภัยครั้งแรก' &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มังตรานิสัยคะนอง เห็นจันทรามาเยี่ยมแม่นมแต่ละทีมักหายลับนั่งคุยอยู่กับจะเด็ดนานสองนานจึงนำความแจ้งพระราชเทวี คนทั้งคู่ถูกจับได้ จะเด็ดคิดแก้ไข โดยยอมรับทัณฑ์ผู้เดียว องค์กษัตริย์นั้นกริ้วจนลงหวายด้วยตัวเอง มังตราเห็นความคะนองตนนำภัยแก่สหายถึงชีวิตก็สำึนึก รับคำจะเด็ดไปตามเจ้าขลัวซึ่งเป็นอาจารย์ของทั้งสองให้มาช่วยแก้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบตอนสอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละตอนลงตัวสวยงาม จบในตัวเองมิต่างเรื่องสั้นชั้นดี ที่สำคัญคือ 'ยาขอบ' เขียนวันต่อวัน เราเองแม้นไม่มีกำลังทักษะถึงเพียงนั้น แต่หากสามารถเปลี่ยนเป็นหนึ่งสัปดาห์ คิดว่ายังพอจะกล้อมแกล้ม แลใช้ลานสำนักแทนหนังสือพืมพ์ประชาชาติเมื่อครั้งอดีต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่่ล่ะผลตอบรับดี-ร้ายเยี่ยงไรเราหายอมปล่อยกระทบใจ แต่หากสามารถนำตัวอักษรเดินทางสู่เป้าหมายและนำเริงรมย์บรรณาการสหายอ่านด้วยในทีเดียวย่อมเป็นที่ปรารถนาแห่งเรานักหัดเขียนหรือมิใช่? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงหากสหายที่เคารพพินิจความข้อนี้สักหน่อย แล้วจัดการให้โพสท์ของดาบสุริยะ เอ้ย! หรือว่าสุริยา เอ๊ะ!รึสุริยัน! มีเนื้อหารวบรัดหมดจดลงตัวในแต่ละตอนจะเป็นการดีมิใช่น้อยเลย หรือสหายเจ๋อเห็นเป็นเช่นไรขอได้แบกบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คารวะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;&lt;img src="http://profile.ak.fbcdn.net/object2/1594/97/t189609763313_6633.jpg" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;b&gt;นารินทร์ ทองดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของบทที่ ๑ ยังได้รับเมตตาจากท่านสหายช่วยวิเคราะห์ให้ ก็นับว่าเส้นทางที่เลือกเดินอยู่นี้ไม่เลวร้ายเกินไปนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปล่าเลยท่าน เราทั้งหลายเปล่าก้าวพ้นพะวงการตอบรับ ว่าที่จริงแล้วเรายังต้องการผลตอบรับอยู่เสมอ จะบวกจะลบนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะชมว่าดีเหลือคณาหรือจะด่าว่าชุ่ยฉิบหายก็เป็นอีกเรื่อง ขอเพียงให้มีผลตอบรับมาเถิด หัวใจดวงน้อยของนักหัดเขียนต้องการสิ่งนี้มากที่สุดในโลก ส่วนประโยคที่ผมริแต่งให้คมแล้วแหมะไว้ที่วงน้ำชาหน้ากระท่อมของท่านนั้น โดยนัยความหมายต้องการสื่อถึงบรรยากาศลานสำนักอันมีสมาชิกมากหน้าหลายตา มีการงานส่วนตัวและส่วนอื่นพะรุงพะรังทำให้ยากต่อการสละเวลาอ่านเรื่องยาวๆ แล้วในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่ท่านที่อวดดีเขียนเรื่องยาว ก็จำเป็นต้องสร้างเกราะคุ้มภัยให้หัวใจอันบอบบางของตนรอดพ้นจากความทรมานอันสาหัสสากรรจ์นั้นเสีย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ไม่ต้องกังวงเรื่องฟีดแบ็ค&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; คือหนึ่งประโยคเท่ๆที่คิดถึงขึ้นมาคราใดก็ให้เกิดอาการอักขระไหลลื่นปานท่อประปาแตก ก็ลองตรองดูสิท่านสหายเอ๋ย เราเป็นคนเก่งเรื่องการร้อยเรียงอักขระมาจากฟ้าไหนถึงจะกล้าคิดว่าเขียนชิ้นไหนก็ต้องได้ใจผู้อ่าน ปีกเราแกร่งกล้าแล้วหรือสำหรับการโฉบลงมาฉกจิกหัวใจคนอ่านให้เขาเหล่านั้นเกิดความหฤหรรษ์ มิใช่เราเป็นเพียงหนอนกระจอกที่ยังคลานต้วมเตี้ยมอยู่ปลายขอบจักรวาลบรรณาพิภพดอกหรือ เราจึงต้องให้กำลังตัวเองด้วยประโยคเช่นนี้ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;ใครจะอ่านมากอ่านน้อยเป็นอีกเรื่อง&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประโยคที่ใช้ถีบตัวเองให้กล้าดุ่มเดินไปบนเส้นทางสายบัดซบที่เราได้มาปะจอกชากัลล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ลากดาบต่อไปให้สุดทาง ร่องรอยที่ทิ้งไว้จะบอกเราเองว่าควรจะเดินไปทางไหน&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; นี่ก็ถือว่าคมนะท่านนะ ผมยังทึ่งเลยว่าตัวเองคิดได้ไงในอารมณ์นั้น เหตุผลก็อีหรอบเดียวกับสองประโยคข้างต้นนั้นแล แต่ออกจะซ่อนความหมายเชิงปัจเจกไว้หน่อยตรงอาการลากดาบ ร่องรอยจากคมดาบทู่ๆที่ผมอุตส่าห์ลากมาจะบอกผมในวันข้างหน้าให้รู้ถึงรหัสบางอย่าง ส่วนมันจะเป็นอะไรนั้นค่อยมาวิเคราะห์กันอีกที เย็นใจไว้ก่อนสักพรรษานะพระเดชพระคุณท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องการประคองนิ้วบรรจงสร้างสรรค์ตัวอักษรให้ไปตลอดรอดฝั่ง ไม่ออกทะเลตกน้ำตายหรือค้างเติ่งอยู่ปลายเสาไฟฟ้านั้น ก็อย่างที่ท่านสหายคร่ำครวญมานั่นแลขอรับ สำหรับเราๆท่านๆแล้วไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นภูเขาหรือฝนทั่งให้เป็นเข็ม โบราณท่านว่ากิจ ๒ ประการนี้มันยากเย็นเหลือจะรับประทาน แต่นี่แน่ะท่านสหายเอ๋ย...ครกนั้นย่อมเคยมีคนเข็นขึ้นภูเขามาแล้ว และเข็มนั้นย่อมจะเคยเป็นทั่งมาก่อน โบราณท่านสอนให้รู้จักพลิกแพลงหรอกน่าจึงได้เปรียบเปรยไว้เช่นนี้ และวิธีที่ข้าน้อยคิดจะพลิกแพลงได้ในตอนนี้ก็คือประโยคที่ท่านอุตส่าห์เห็นงามสุดหัวใจนั่นแหละจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปริมาณอักษรที่เหมาะสมสำหรับการโพสต์ในแต่ละครั้งนั้น ท่านสหายสู้อุตส่าห์นั่งทางในรำลึกความหลังครั้งตะละแม่จันทรากับจะเด็ดยังเป็นละอ่อนหน้าใส เพียงเพื่อจะบอกให้ผู้น้อยแจ้งแก่ใจว่าควรจะโพสต์ส่ำได๋จั่งสิเบิ่งงาม และตามที่ผู้น้อยได้ฝ่าม่านหมอกแห่งความลุ่มลึกของภาษาอันวิจิตรบรรจงของท่านสหายมาได้ ก็พอจะจับเค้าความหมายที่ซ่อนอยู่ได้บ้างพอหอมปากหอมคอ แล้วก็ให้นึกถึงความสามารถอันจำกัดจำเขี่ยของตน จะเขียนเยี่ยงไรหนอถึงจะเขียนได้ตามที่ท่านสหายเสนอแนะมา?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทที่ ๑ คงไม่ต้องเสียเวลากล่าวถึงมันแล้ว ความยาวปาไป ๑๑ หน้ากระดาษเอ ๔ (ขนาดอักษร ๑๖) ขออภัยข้าน้อยเขียนผิด ๑๐ หน้าครึ่งต่างหากล่ะ โดยเนื้อเรื่องที่ใส่ลงไปก็ถือว่าสมใจปรารถนาทุกอย่าง เนื้อหามันมีแค่นั้นจริงๆ เขาเหล่านั้นที่นั่งอยู่ในห้องนั้นจะพาผู้อ่านเดินทางไปสู่เรื่องราวส่วนต่างๆของเรื่อง การโพสต์ให้จบสวยงามในแต่ละช็อตก็เป็นวิธีที่ดีนะท่าน ขอน้อมรับด้วยจิตคารวะ และคงจะได้ใช้ในโอกาสโพสต์ครั้งต่อๆไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดก็พูดเถอะสหายเอ๋ย การได้เสวนากับเหล่าท่านทั้งในสำนักและนอกสำนักตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ เปรียบประหนึ่งวิตามินที่บำรุงหัวใจให้กระชุ่มกระชวยได้ดีชะมัด รักษาโรคเดียวดายได้ชะงัด คำถามคือเราหวังอะไรจากกันและกันหรือเปล่าสหาย? สำหรับข้าน้อยหวังเพียงอย่างเดียวคือให้เราก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางนี้จนกว่าจะตายจากกัลล์ไปข้างหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คารวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;&lt;img src="http://profile.ak.fbcdn.net/object2/1594/97/t189609763313_6633.jpg" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;b&gt;หนุ่มช่างสงสัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกังวลกับเรื่องฟีดแบ็คเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของงานเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความกังวลนับเป็นด่านแรกก่อนที่เราๆท่านๆจะเริ่มลงมือเขียนเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือมิใช่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นสมควรก้าวล่วงความกังวลนี้ได้ขอรับ ไม่ขอเขียนยาว(เวลาพิมพ์ต๊อกแต๊กไม่พอ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงสิ่งที่สะดุดความคิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนึ่งตอนที่ทั่นดิลล์เสนอสมควรผูกผ้าแพร 7 สีมณี 7 แสง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่นับว่าเป็นตัวช่วยวางแผนงานเขียนที่ดีมากๆ ผู้น้องเห็นด้วยกับพี่ทั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องยาวที่ทั่นพุ่มฯเขียนนั้นน่ะ ผมเดาเอานะครับ ทั่นพุ่มฯคงคิดถึงการดำเนินเรื่องไปจนถึงตอบจบแล้ว แม่นบ่? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าทั่นพุ่มฯแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามแต่สมควรที่เนื้อหาตอนหนึ่งๆควรจะมี สมควรที่ตอนนั้นๆจะถูกกำกับด้วยใจหลัก หรือธีมของตอนนั้นๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณประโยชน์อย่างหนึ่งก็คือช่วยเป็นแนวทางการดำเนินเรื่องไม่ไห้ไขว้เขว เพราะบ่อยครั้งที่เวลาเราพิมพ์เพลินๆเกิดความคิดต่างๆขึ้นเรื่อยๆซึ่งอาจทำให้ตอนนั้นที่เราวางไว้แต่แรกเกิดเพี้ยนไปได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างก็จะเป็นการกระชับเนื้อเรื่องได้โดยปริยาย เป้าหมายที่วางไว้แต่แรกในการกำหนดชื่อตอนจะคอยกำกับแนวทางให้เราเห็นล่วงหน้าว่าแต่ละตอนจะจบอย่างไร เนื้อหาในตอนนั้นๆควรดำเนินไปอย่างไรที่ไม่เยิ่นเย้อแบบน้ำท่วมทุ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับปริมาณตัวอักษร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนี้ผมไม่แสดงความเห็น แต่สำหรับผม...ผมจะคำนึงถึงเนื้อหาจากเริ่มต้นตอนนั้นๆจนจบมากกว่าว่าสมเหตุสมผลกับความยาวหรือไม่ บางตอนเนื้อหามากน้อยสมควรเป็นไปตามธีม หรือหลักของตอนนั้นๆขอรับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการจบตอนแบบหมดจดนั้น ผู้น้องเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คารวะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://www.blogger.com/"&gt;&lt;img src="http://profile.ak.fbcdn.net/object2/1594/97/t189609763313_6633.jpg" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&gt;&gt;&gt;&gt;&lt;b&gt;นารินทร์ ทองดี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วทีนี้ใครจะกล้าเผลอทำมือหล่นจากแป้นพิมพ์ล่ะขอรับ ไม้เรียวจากมิตรพร้อมเสมอที่จะเคาะข้อนิ้วอันปูดโปนให้ได้รู้สำนึก การเขียนทิ้งๆขว้างๆคงจะสูญพันธุ์ไปจากสันดานของผมในเร็ววันนี้แน่ๆเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นที่ท่านทั้งสองเมตตาวิเคราะห์บทที่ ๑ ให้นั้น เท่าที่สติปัญญาจะมีพอสำหรับสังเคราะห์สาร มีเพียงประเด็นเดียวเท่านั้นที่ผมจับได้ ใช่หรือไม่ว่าประเด็นนั้นคือการโพสต์เผยแพร่ในแต่ละบทแต่ละตอนควรให้มีเนื้อหาที่เป็นส่วนเดียว อันหมายถึงการสรุปรวบยอดให้ประเด็นจบครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ทิ้งให้ค้างคา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การโพสต์ในลักษณะนี้ หากตั้งชื่อตอนกำกับไว้ด้วย อาจจะทำให้เนื้อหาในตอนนั้นๆชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างบทที่ ๑ นี้ผมควรจะตั้งชื่อให้ว่า ‘พระเจ้าพรหมรัตนะ’ ด้วยว่าเนื้อหาทั้งหมดวนเวียนอยู่กับพระราชาองค์นี้ ส่วนที่แตกออกเป็นปลีกย่อยก็คือการกล่าวถึงขุนนางตัวละครสำคัญอีกสามสี่ตัว ซึ่งก็มีความเกี่ยวพันอยู่กับพระราชาของพวกเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว ผมจึงถือว่าผมทำได้ไม่เลวร้ายนัก โดยส่วนตัวผมรู้สึกพอใจบทที่ ๑ ที่เพิ่งเขียนจบไป แต่ในวันข้างหน้า อาจจะอีกสัก ๑ เดือน หรือ ๑ ปี ความพอใจของผมอาจจะลดลง และคงมีการแก้ไขปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านสหายหนุ่มช่างสงสัยที่น่ารักของเราได้แสดงความสงสัยไว้ว่า ผม-ผู้เขียน คงจินตนาการถึงตอนจบไว้แล้ว ขอเรียนว่าเป็นเช่นนั้นจริงครับ แต่ท่านสีหนุ่มฯที่เคารพ การจินตนาการเรื่องราวตั้งแต่บทแรกจนถึงบทสุดท้าย ไม่ยากเท่าการพยายามเขียนแต่ละตอนให้จบสมบูรณ์เลยขอรับ อย่างบทที่ ๒ ที่ผมเขียนได้ ๓ หน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว จนถึงวันนี้มันก็ยังค้างอยู่ที่ ๓ หน้าเช่นเดิม ทั้งๆที่ได้วาดภาพไว้ชัดเจนแล้วว่าจะเริ่มต้นยังไงและจะจบลงแบบไหน คำราชาศัพท์คือปัญหาใหญ่ รองลงมาคือการบรรยายอาการเคลื่อนไหวของตัวละครให้ผู้อ่านเห็นภาพ ถัดมาคือการใช้คำซ้ำซาก(คลังคำมีไม่มากพอ) และถัดมาอีกก็คือสำนวนภาษาที่แย่ลงซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับตอนเขียนจดหมายจีบสาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาของผมจะมีลักษณะผีเข้าผีออก ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ และสภาพภูมิอากาศ แฮ่ม! ทั้งหมดทั้งมวลเท่าที่จะนึกได้นั่นแหละครับ ความเห็นของผมอันนี้กับอันบนมีสำนวนภาษาต่างกันลิบลับ บอกให้ก็ได้ว่าเป็นเพราะอะไร คือท่านดิลล์แกมักจะมาในแนวภาษาเก่า บรรยายมากจนน้ำท่วมทุ่ง ถ้าผมจะเขียนอะไรสักอย่างคุยกับแกผมก็ต้องเขียนให้เหมือนแก เพื่อแสดงให้โลกรู้ว่าผมเองก็ลุ่มลึกเป็นเหมือนกันโว้ย! (ลุ่มลึกในความเข้าใจของพวกเราแปลว่าเขียนไม่รู้เรื่อง (ฮา)) แต่ความเห็นของท่านหนุ่มฯมาในแนวกระชับ ใช้ภาษาเรียบง่ายตรงไปตรงมา ผมก็ต้องเอาใจท่านหนุ่มเป็นธรรมดา หรือยังไงขอรับพระเดชพระคุณท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ดี แม้เราจะมีสำนวนภาษาที่ต่างกัน มีทัศนคติการใช้ชีวิตและการมองโลกที่แตกต่างกัน ทว่าเมื่อเราได้มาพบกันบนเส้นทางสายนี้ สิ่งที่ผมหวังจากเหล่าท่านก็ยังคงมีเพียงประการเดียวคือให้เราเดินเคียงกันไปบนเส้นทางสายอักษรจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ได้หวังมากเกินไปใช่ไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยวิเคราะห์ ดาบสุริยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คารวะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-137300359372661325?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/137300359372661325/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_1081.html#comment-form' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/137300359372661325'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/137300359372661325'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_1081.html' title='&quot;บันทึกระหว่างทาง(๔) : ว่าด้วยหนึ่งตอน&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-8152793639946074492</id><published>2010-01-06T22:37:00.003+07:00</published><updated>2010-01-10T16:14:40.665+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>บันทึกระหว่างทาง (๓) : คุยกับชริ หนอนขยัน</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0SuBbrODaI/AAAAAAAAAF4/s2YSzFVb3nU/s1600-h/worm-icon.gif" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ps="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0SuBbrODaI/AAAAAAAAAF4/s2YSzFVb3nU/s320/worm-icon.gif" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;ด้วยความที่ข้าน้อยเป็นนักอยากเขียนฝึกหัด สิ่งที่ข้าน้อยต้องเอาใจใส่อยู่เสมอก็คือการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง แม้ไม่ถึงกับให้มันถูกต้องเหมือนพิมพ์ออกมาจากแม่พิมพ์ ตรงเป๊ะเป็นไม้บรรทัดเหล็ก เข้ารูปเข้ารอยกับไวยากรณ์ประหนึ่งผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะให้มันถูกต้องเพื่อสกัดกั้นอาการอิดหนาระอาใจของคุณครูภาษาไทยที่เคยสอนข้าน้อยมา(หากท่านได้มีโอกาสอ่าน) สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มาก นอกจากการ ‘อ่านมาก’ ก็คือการพกพจนานุกรมติดตัว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะเป็นเพราะว่าวันสองวันมานี้กรุงเทพฯบ้านเราฝนตก ข้าน้อยจึงว่าง ข้าน้อยคิดว่าเหตุผลที่ว่างนี้น่าจะใช่เพราะฝนตกใส่กรุงเทพฯแน่ๆ แต่ก็ไม่ยืนยันนะครับ ทีนี้พอข้าน้อยว่างแล้วก็เลยถือวิสาสะ ‘คัดลอก’ นิยายเรื่องนี้เก็บไว้ในเครื่องของตัวเอง (จะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอนจ้า อย่าเพิ่งทำหน้าบูด) ก่อนจะไล่อ่านมาเรื่อยๆตั้งแต่กลางเรื่องจนถึงบทที่ ๒๑ ขณะอ่านไปก็ให้นึกถึงแฟ้มต้นฉบับของผู้เขียน ข้าน้อยภาวนาให้ผู้เขียนซึ่งเป็นนักอยากเขียนเช่นเดียวกับข้าน้อยได้โปรดใจเย็นๆ ตั้งสติดีๆ เปิดพจนานุกรมดูคำผิดคำถูกให้แน่ใจ ดื่มนมเย็นๆสักแก้ว ส่องกระจกยิ้มให้ตัวเอง ยกแขนขวากำมือขึ้นชู “สู้โว้ย!” แล้วกลับมาเขียนต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าน้อยเคยตามอ่านตัวหนังสือของเพื่อนหนอนในเว็บนี้มาหลายท่าน ที่ติดตาตรึงใจและให้เกิดอาการโหยหาไม่ต่างกับโดนของก็มี พี่อานันท์ พี่พันธุ์ ทวดดิลล์ และพุ่มฮัก สามท่านแรกขณะแรกพบนั้นก็เฉยๆ แต่นานวันเข้าตัวหนังสือของพวกเขาก็เริ่มออกลาย สุดท้ายก็ต่างแยกย้ายกันไปคว้ารางวัลที่นั่นที่นี่ จะมีก็แต่พุ่มฮักคนเดียวที่ยังทำตัวน่ารักเสมอต้นเสมอปลาย ตามประสามัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าน้อยยกไอ้พวกหนอนเก่าหน้าเหี่ยวพวกนี้มาพูดถึงให้เสียอารมณ์ทำไม? คำถามนี้ต้องตอบว่า ยกขึ้นมาเพื่อสกัดเอาสารอะไรสักอย่างที่พวกเขามี แล้วก็เอามาผสมเครื่องดื่ม เอาเถอะ! ข้าน้อยยินดีให้แม่ชริผสมกับนมโค หรือจะใช้นมถั่วเหลืองก็ได้ ส่วนของข้าน้อยจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องผสมกับวิสกี้ มันเป็นกฏธรรมชาติที่หากข้าน้อยไม่ปฏิบัติตามแล้วอาจจะถึงกาลอวสานแก่ชีวิตตน สารที่ว่านี้มันคงจะเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อนักอยากเขียนฝึกหัดอย่างเราเป็นแน่แท้ มิเช่นนั้นท่านเจ้าสำนักคงไม่เบ่งออกมาให้เห็นเป็นตัวอย่างสัปดาห์ละครั้งหรอก เอาชน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบความต่อเนื่องของภาษาในการเล่าเรื่อง หากเกลาให้สละสลวย คิดว่าคงจะแจ่มขึ้นกว่านี้นะครับ และเท่าที่ดูพล็อตแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ฉากที่เด็กสลัมยืนทะเลาะโหวกเหวกกับน้ำนิ่งและกะปอม ทำให้ข้าน้อยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบรรดาเด็กๆในภาพยนตร์เรื่อง City of God ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงแถบ ‘ริโอเดอจาเนโร’ (เขียนถูกป่าว?) เด็กที่นั่นทะเลาะกันดุ ทำปืนลั่นใส่กันโป้งป้างลั่นเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วฉากที่นายตำรวจแอบซุ่มยืนดูกะปอมซ้อมบาสฯ ก็ให้ความรู้สึกที่แสนจะสุขใจอย่างแปลกประหลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ &lt;br /&gt;จาก http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=19414&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-8152793639946074492?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/8152793639946074492/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_06.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8152793639946074492'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8152793639946074492'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_06.html' title='บันทึกระหว่างทาง (๓) : คุยกับชริ หนอนขยัน'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0SuBbrODaI/AAAAAAAAAF4/s2YSzFVb3nU/s72-c/worm-icon.gif' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4085174578141294373</id><published>2010-01-04T20:11:00.001+07:00</published><updated>2010-07-27T19:18:57.244+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกไม้ สายลม แสงแดด และฯลฯ'/><title type='text'>โพธิ์สะบัดใบ</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0Hoa_yTVbI/AAAAAAAAAFw/jqpj3UzstZg/s1600-h/pic_Bkk_01.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ps="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0Hoa_yTVbI/AAAAAAAAAFw/jqpj3UzstZg/s200/pic_Bkk_01.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โพธิ์สะบัดใบดังแกรกกราก&lt;br /&gt;ใช่ว่าเสียงสากระคายหู&lt;br /&gt;นกกาเหว่าเฝ้าร้องเรียกคู่&lt;br /&gt;สะกดนิ่งงันอยู่ ณ ยามเย็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วุ่นวายนักหนอชีวิตนี้&lt;br /&gt;เหน็ดเหนื่อยข้ามปีไม่มีเว้น&lt;br /&gt;ดิ้นรนค้นหา'ความจำเป็น'&lt;br /&gt;คว้ามาได้ไม่เห็นเคยพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่แรกแสงส่องต้องแผ่นฟ้า&lt;br /&gt;ตื่นลืมตาหาได้ย่อท้อ&lt;br /&gt;กี่ปากกี่ท้องร้องหิวรอ&lt;br /&gt;กี่ก่อกี่พังความหวังทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วใครกี่คนบนหนทางชีวิต&lt;br /&gt;กี่ถูกกี่ผิดเคยคิดล่วง&lt;br /&gt;กี่กอบกี่กำกี่ตักตวง&lt;br /&gt;รวมได้กี่ห่วงบ่วงรัดคอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงได้มานั่งฟังโพธิ์สะบัดใบ&lt;br /&gt;เสียงแสกสากสั่นใจจริงหนอ&lt;br /&gt;เจ้ากาเหว่ายังเฝ้าร้องเพลงรอ&lt;br /&gt;โอ้ว่าพ่อแม่จ๋า...ลูกเหนื่อยเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;&lt;span style="font-size: x-small;"&gt;(บางกอกใหญ่ ๔ มกราคม ๒๕๕๓)&lt;/span&gt;&lt;/em&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4085174578141294373?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/4085174578141294373/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4085174578141294373'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4085174578141294373'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2010/01/blog-post_04.html' title='โพธิ์สะบัดใบ'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/S0Hoa_yTVbI/AAAAAAAAAFw/jqpj3UzstZg/s72-c/pic_Bkk_01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4417957433362706071</id><published>2009-12-13T15:01:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T18:12:36.696+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทองดี โคกกระโดน'/><title type='text'>"ฮือฮานักเขียนหนุ่มถ่ายนู้ดอวดปลาช่อน เจ้าตัววอนสังคมโปรดเห็นใจ ด้วยสิ้นไร้หนทางจริงๆจึงต้องทำแบบนี้"</title><content type='html'>เกิดเรื่องฮือฮาในแวดวงน้ำหมึกไทย เมื่อนักเขียนหนุ่มโนเนมนาม “ทองดี โคกกระโดน” ตัดสินใจถ่ายนู้ดอวดปลาช่อน พร้อมอวดรอยยิ้มภาคภูมิใจ โดยไม่แคร์สภาพดินฟ้าอากาศและผีย่าตาทวดแห่งท้องนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySegp2410I/AAAAAAAAAEo/kNapYUWRZnw/s1600-h/à¸—à¸­à¸‡à¸”à¸µà¸–à¹ˆà¸²à¸¢à¸™à¸¹à¹‰à¸”.jpg" imageanchor="1" style="clear: left; cssfloat: left; float: left; margin-bottom: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ps="true" src="http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySegp2410I/AAAAAAAAAEo/kNapYUWRZnw/s320/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์ฮือฮาครั้งนี้ถูกเปิดเผยเมื่อเช้านี้ เมื่อภาพนู้ดที่ไม่มีใครกล้าจัดให้อยู่ในคำว่าศิลปะ ได้ถูกมือดีโพสต์เผยแพร่ว่อนอินเตอร์เน็ต ที่จริงภาพนี้ถูกเผยแพร่มาหลายวันแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจ กระทั่งเมื่อมีคนจำได้ว่าบุคคลในภาพดังกล่าวเป็นนักเขียนจึงเกิดเป็นเป็นข่าวฮือฮาขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักท่องเว็บโป๊คนหนึ่งเผยว่าเคยได้รับภาพนี้เมื่อสองวันก่อน แต่ตัดสินใจลบทิ้งตั้งแต่ยังโหลดภาพไม่เสร็จ “ผมไม่ทราบว่าเป็นภาพนักเขียน” นักท่องเว็บคนเดิมกล่าวและว่า ถ้าคนๆนี้เป็นนักเขียนจริงๆ เห็นทีวงการน้ำหมึกบ้านเราคงต้องได้รับการสังคายนาครั้งใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทองดี โคกกระโดน เป็นนักเขียนที่ขยันแต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าใดนัก เห็นได้จากการที่ทรัพย์สินมีค่าที่เขาพอจะมี ได้ถูกทยอยส่งไปเก็บไว้ที่โรงรับจำนำทีละชิ้น แม้นักเขียนเมืองไทยจะคุ้นเคยกับความยากจนมาทุกยุค แต่ก็ยังไม่เคยมีใครตัดสินใจถ่ายนู้ดกลางทุ่งนาเหมือนนักเขียนคนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เช่าบ้านอยู่ย่านบางแค เจ้าของบ้านเช่าเผยว่า หลังจากที่เขาหิ้วโต๊ะญี่ปุ่น(ลาย ก.ไก่ ข.ไข่)ไปฝากไว้ที่โรงรับจำนำ เขาก็มาลากลับบ้านนอก โดยบอกว่าจะกลับไปหาทุนเพื่อมาเขียนหนังสือต่อ ตอนนี้เขายังไม่กลับกรุงเทพฯ “หากอยากทราบรายละเอียดก็ให้ตามไปถามเอากับเจ้าตัวที่บ้านนอกซีคะ” เจ้าของบ้านวัยเกษียณแนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประทีป จิตติ” นักเขียนหนุ่มรุ่นพี่ซึ่งพำนักอยู่ย่านบางแคเช่นกันให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า “ผมเคยเดินผ่านบ้านเช่าของเขาครั้งนึง เข็ดไปจนตายเลยครับ คนอะไรไม่รู้หน้าให้เป็นบ้า เห็นหน้าเขาครั้งแรกก็นึกถึงม้ากระทืบโรง ได้กลิ่นเสือสิบเอ็ดตัว บัดซบ! ผมเสียเชิงสุราให้เขาในวันนั้นเอง เฮ่ย! นี่คุณอย่าไปบอกใครนะ ผมอาย...” เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อภาพนู้ดของทองดี โคกกระโดน นักเขียนหนุ่มรุ่นพี่กล่าวว่าภาพนี้ซ่อนนัยให้ขบคิดหลายอย่าง “บางทีเราอาจจะต้องทบทวนว่าวงการน้ำหมึกบ้านเราใจร้ายเกินไปหรือเปล่า ทำไมถึงปล่อยให้นักเขียนอดอยากปากแห้งจนต้องหันไปทำเรื่องแบบนี้ แต่ผมคิดว่าทองดีน่าจะมีเหตุผลของเขานะ และเท่าที่ดูภาพนี้ก็ไม่ใช่ภาพนู้ด เพราะมันไม่มีพลังมากพอที่จะกระตุ้นต่อมความรู้สึกของสาวคนไหน ให้ดิ้นตายเถอะ! คุณอย่าไปบอกใครก็แล้วกันว่าผมดวลเหล้าแพ้เขา ผมอาย...” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวสืบทราบมาว่าทองดี โคกกระโดน แอบสมัครเป็นศิษย์ใต้ถุนกุฏิของนักเขียนสองซีไรต์ “วินทร์ เลียววาริณ” จึงพยายามติดต่อนักเขียนชั้นครูท่านนี้ แต่ติดต่อไม่ได้ ผู้สื่อข่าวจึงพากันเดินทางไปยังบ้านเกิดของทองดี โคกกระโดน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ และได้สัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านขณะกำลังขับรถอีแต๋นไปนา ผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า “ข่อยเห็นบักทองดีตั้งแต่ฮ๋ำมันส่ำดักแด้ มันเป็นเด็กดี ท่องอิติปิโสได้ตั้งแต่บ่ทันโกนหัว...” ผู้ใหญ่บ้านเล่าอีกยาวเหยียด นักข่าวเห็นท่าจะเยิ่นเย้อจึงตัดเข้าตรงประเด็นด้วยคำถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ทองดีถ่ายนู้ดจนเป็นข่าวครึกโครม ผู้ใหญ่บ้านตอบว่าไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย แล้วมันกลายเป็นข่าวครึกโครมได้ยังไงชาวบ้านทุกคนก็ยังสงสัยอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวพบตัวทองดี โคกกระโดน กลางทุ่งนาด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน จึงกรูเข้าไปรุมจ่อไมค์สัมภาษณ์ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของชาวบ้านสี่ห้าคนที่กำลังช่วยกันสูบน้ำออกจากสระ ทองดี โคกกระโดน เองก็มีท่าทางตกใจ ก่อนจะกล่าวเสียงอ่อยๆว่าแม้ตนจะไม่พอใจที่ท่านนายกฯหล่อกว่า แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายอะไรต่อท่าน “ผมไม่ได้ทำอะไรผิดใช่ไหมครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySfCSZyEXI/AAAAAAAAAEw/5CEKEHIxmj8/s1600-h/à¸ à¸²à¸žà¸ªà¸¹à¸šà¸›à¸¥à¸².jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ps="true" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySfCSZyEXI/AAAAAAAAAEw/5CEKEHIxmj8/s320/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวบอกว่าที่มาสัมภาษณ์ในวันนี้ก็แค่อยากทราบเหตุผลที่ตัดสินใจถ่ายนู้ด ทองดี โคกกระโดน มีสีหน้างุนงง ต่อเมื่อนักข่าวยื่นภาพถ่ายให้ดู เขาจึงร้องอ๋อแล้วบอกว่าภาพนี้ถ่ายเมื่อหลายวันก่อน ขอวอนสังคมโปรดเห็นใจ ด้วยเพราะสิ้นไร้หนทางจริงๆจึงต้องทำแบบนี้ “ผมไม่มีหนทางอื่นจริงๆครับ สมบัติชิ้นสุดท้ายก็จำนำไปแล้ว เออ...ว่าแต่ผมทำอะไรผิดหรือครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้ไหมว่าภาพนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้สังคม ทองดี โคกกระโดนตอบว่าไม่รู้ และกล่าวต่อไปว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจถ่ายนู้ด แต่ตั้งใจถ่ายรูปปลาช่อนที่จับได้เพื่อส่ง(ทางอีเมล)ให้เพื่อนนักเขียนดู ไม่รู้ว่าหลุดออกมาได้ยังไง ที่จริงผมตั้งใจจะจับปลาขายเพื่อเป็นทุนกลับไปเขียนหนังสือต่อ หากภาพนี้สร้างความเสื่อมเสียให้วงการน้ำหมึก ผมก็ต้องกราบขออภัย ก็ให้มันรู้กันไปเสียทีว่าวงการนี้ก็ไม่ต่างจากวงการบันเทิงที่สนใจนมดารามากกว่าเนื้อหาการแสดง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวจบนักเขียนหนุ่มผู้อื้อฉาวก็ “เดินออกจากเสื้อผ้า” ลงไปจับปลาในสระที่สูบน้ำออกจนเหลือเพียงโคลนเขลอะคลั่ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีผู้สื่อข่าวคนใดกล้าจับภาพ ได้แต่รายงานข่าวทางโทรศัพท์ว่า “จับปลาสนุกมาก!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySfNON1fSI/AAAAAAAAAE4/akhmr3W2K_Q/s1600-h/à¸—à¸¸à¹ˆà¸‡à¸™à¸².jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" ps="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySfNON1fSI/AAAAAAAAAE4/akhmr3W2K_Q/s320/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;.............................&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4417957433362706071?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/4417957433362706071/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/12/blog-post_13.html#comment-form' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4417957433362706071'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4417957433362706071'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/12/blog-post_13.html' title='&quot;ฮือฮานักเขียนหนุ่มถ่ายนู้ดอวดปลาช่อน เจ้าตัววอนสังคมโปรดเห็นใจ ด้วยสิ้นไร้หนทางจริงๆจึงต้องทำแบบนี้&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SySegp2410I/AAAAAAAAAEo/kNapYUWRZnw/s72-c/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-970804356244209240</id><published>2009-11-29T21:42:00.000+07:00</published><updated>2009-12-08T12:47:00.344+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>"บันทึกระหว่างทาง (๒)"</title><content type='html'>ผมกำหนดแผนการชั่วคราวสำหรับการใช้ชีวิตในวันนี้ไว้ว่า หลังจากส่งหญิงสาว “ลงเรือ” เพื่อข้ามฟากจาก “ท่าวังหลัง” ไปยัง “ท่าพระจันทร์” แล้ว ผมจะพยายามใช้ชีวิตให้อยู่ในขอบเขตของคำว่า “วรรณกรรม” ให้มากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ขอบเขตของวรรณกรรมสำหรับผมในช่วงนี้ จะเป็นเพียงการเสพวรรณกรรมเท่านั้น เรื่องจะให้ไปสร้างสรรค์วรรณกรรมเพื่อประดับไว้ในบรรณาพิภพ ผมรู้สึกว่าผมยัง “มือไม่ถึง” แต่กระนั้นก็ดี ผมก็ยังมีบทกวีชิ้นหนึ่งที่เมื่อผมเขียนและอ่านทวนดูแล้ว คิดว่าน่าจะส่งไปให้ท่านบรรณาธิการที่ผมชื่นชอบพิจารณา ส่วนจะผ่านด่านของท่านไปได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปหวั่นวิตกแต่อย่างใดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นทันที่ที่หญิงสาวแยกไปลงเรือ ผมจึงแวะแผงหนังสือพิมพ์ ซื้อมติชนฉบับวันอาทิตย์ราคาสิบบาท และซื้อกรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์ราคายี่สิบบาท กรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์นี้จะมีเซ็กชั่นจุดประกายวรรณกรรม ซึ่งมีเรื่องสั้นที่คัดสรรโดยคุณนิรันดร์ศักดิ์ บุญจันทร์ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นหนทางเดียวที่ผมจะได้เฉียดใกล้คำว่าวรรณกรรมในวันที่การงานบังอาจมายุ่มย่ามชีวิตผมแม้ในวันหยุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแวะซื้อข้าวกะเพราเนื้อที่ร้านปากซอย แวะจิบกาแฟกระป๋องที่ร้านอาเฮียคนคุ้นเคย ก่อนจะกลับมานั่งจ้องกองหนังสือเขรอะฝุ่นข้างฟูกนอน ผมจำได้ว่ามีจดหมายจากกองบรรณาธิการราหูอมจันทร์ซุกซ่อนอยู่ในกองหนังสือเหล่านี้ จดหมายปฏิเสธที่ช่วยกระตุ้นให้ผมอยากเขียนเรื่องสั้นที่ดีที่สุดส่งไปให้พิจารณาอีกครั้ง และในกองหนังสือเหล่านี้ ยังมีนิตยสารขวัญเรือนที่ตีพิมพ์เรื่องสั้นของผมซุกซ่อนอยู่ เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตที่เป็นกำลังใจให้ผมอยากมีเรื่องสั้นที่ได้รับการตีพิมพ์อีกครั้งเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดถึงสหายทั้งหลายของผมที่เงียบหายไปจากบอร์ด&amp;nbsp; ผมเชื่อว่าพวกเขาก็คงกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกของวรรณกรรมอย่างไม่รู้จักจืดจาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนออกจากบ้านเพื่อไปผจญภัยในโลกกว้าง ผมคิดว่าผมจะต้องใช้ชีวิตให้อยู่ในขอบเขตของวรรณกรรมให้มากที่สุด...เพื่อไม่ให้จืดจาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่ายแก่จัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-970804356244209240?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/970804356244209240/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_29.html#comment-form' title='5 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/970804356244209240'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/970804356244209240'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_29.html' title='&quot;บันทึกระหว่างทาง (๒)&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-5077994148011242796</id><published>2009-11-27T19:00:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T19:18:57.247+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกไม้ สายลม แสงแดด และฯลฯ'/><title type='text'>ความรักเอย...</title><content type='html'>@เหมือนจะไข้ไปตามนาง&lt;br /&gt;ผะผ่าวร่างร้อนรุ่มใจ&lt;br /&gt;ยินเสียงยังไหวไหว&lt;br /&gt;เป็นอย่างไรบ้างคนดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โหมร่ำเรียนเพียรงาน&lt;br /&gt;แต่วันวารมานานปี&lt;br /&gt;เหนื่อยนักหนอน้องพี่&lt;br /&gt;จึงสุดที่จะทานทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากใกล้ให้ไออุ่น&lt;br /&gt;แขนซ้ายหนุนอุ่นในกมล&lt;br /&gt;ประคองตระกองยล&lt;br /&gt;ปัดเป่าพ้นปวงภัยพาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขับกล่อมด้วยเพลงกลอน&lt;br /&gt;กล่อมน้องนอนด้วยกลกานท์&lt;br /&gt;ภัยพาลจะผันผ่าน&lt;br /&gt;น้องนงคราญจะฝันดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไกลเหลือคณา&lt;br /&gt;คนละฝั่งฟ้าปฐพี&lt;br /&gt;โอ้อกเอ๋ยหัวอกพี่&lt;br /&gt;ไข้น้องนี้แสนระทม @&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-5077994148011242796?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/5077994148011242796/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_27.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5077994148011242796'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5077994148011242796'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_27.html' title='ความรักเอย...'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-8552944934068266531</id><published>2009-11-23T23:45:00.000+07:00</published><updated>2009-12-08T12:46:26.982+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บันทึกระหว่างทาง'/><title type='text'>"บันทึกระหว่างทาง(๑)"</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: large;"&gt;และแล้ว&lt;/span&gt;สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ลมหนาวพัดมาอีกครา อากาศแห้ง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือจะมีอาการผิวหน้าแห้งตึงหลังฟอกสบู่ ต้องใช้โลชั่นยี่ห้อซิตร้าทาทั่วหน้าเพื่อป้องกันหน้าแตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมนั่งห่อตัวอยู่ใต้ผืนผ้านวมกลางดึก สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าของโน้ตบุ๊ค ไล้สายตาสำรวจตัวอักษรเรียงรายยาวเหยียด สหายชาวใต้ร่อนจดหมายอีเล็กทรอนิกส์มาไหว้วานให้ช่วย “ดู” เรื่องสั้นที่เขาเขียน เรื่องสั้นที่มีความยาว ๓๔ หน้า มันมากมายเพียงพอที่จะทำให้ผมต้องลุกไปต้มมาม่ากินเมื่ออ่านไปได้แค่ครึ่งเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดหมายปลายทางของเรื่องสั้นเรื่องนี้ สหายบอกว่าจะส่งไปประชันความงมบนเวทีนายอินทร์อวอร์ด ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง ๘ วันก็จะหมดเขตส่งต้นฉบับ ทราบมาว่ากติกากำหนดความยาวไว้ไม่เกิน ๓๐ หน้า แต่สหายของผมเขียนมา ๓๔ หน้า เขาแนบข้อความในจดหมายในทำนองว่าจะมีทางใดบ้างไหมที่จะช่วยลดขนาดของมันลง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเอามือลูบคาง สัมผัสตอหนวดสากคาย อากาศเย็นจนผมต้องกระชับผ้าห่มแนบลำตัว แต่ฝ่ามือกลับชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอ่านเรื่องสั้นของสหายรักจนจบ จากนั้นจึงเลื่อนเมาส์กดปุ่มเปิดโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด นั่งจ้องหน้าจอสีขาวว่างเปล่าเนิ่นนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคอร์เซอร์กะพริบเรียกร้องให้ผมกดปุ่มพิมพ์ข้อความ หัวใจของผมก็ร่ำร้องให้ผมเขียนอะไรสักอย่าง ผมหลับตาสูดลมหายใจเข้าปอด อากาศกลางดึกเย็นจัดจนแทบจะสำลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไหนแต่ไรมา นิสัยการอ่านของผมจะเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า “อ่านเอา” ความหมายก็คืออ่านเอา ไม่คิดจะอ่านเพื่อเผื่อแผ่แบ่งปันใครทั้งนั้น งานเขียนชิ้นใดของใครก็ตาม ต่อให้ย่ำแย่แค่ไหนผมก็อ่านเอาได้สบายมาก เพราะโดยจุดประสงค์การอ่านที่ผมยึดถือมาเนิ่นนานก็คืออ่านเพื่อพัฒนางานเขียนของตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหายท่านนี้เป็นคนที่ถูกผม “อ่านเอา” มาตั้งแต่สมัยที่เห็นข้อความแรกๆที่เขาโพสต์ลงบอร์ด(winbookclub) จากข้อความกระท่อนกระแท่นสะเปะสะปะ จนกระทั่งถึงเรื่องสั้นดีกรีรางวัล ผมพบว่าเขาเป็นคนที่มีพัฒนาการ แม้ไม่ถึงกับรุดหน้าแบบก้าวกระโดด แต่ความสม่ำเสมอและมุ่งมั่นในงานเขียนของเขา ทำให้ผมไม่รู้สึกเสียดายเวลาที่ตั้งหน้าตั้งตา “อ่านเอา” งานของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในวันนี้ ผมต้องอ่านงานเขียนของเขาแล้วแบ่งคืนเขาไป แบ่งความรู้ แบ่งความคิด และแบ่งประสบการณ์ โดยการชำแหละเรื่องสั้นเรื่องนี้เพื่อหาจุดบกพร่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วผมก็ได้พบว่า งานนี้มันยากกว่าการเขียนเรื่องสั้นสักเรื่องเสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: large;"&gt;ผม&lt;/span&gt;ไม่แน่ใจนักว่า สิ่งที่ผมเขียนตอบเขาไปนั้นจะเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเขามากน้อยเพียงใด ผมไม่อาจชมว่าเขาเขียนได้เลิศเลอเหลือเกิน และไม่อาจหาข้อตำหนิใดๆได้มากไปกว่าหาเรื่องสั้นสักเรื่องที่มีโทนเรื่องใกล้เคียงกันและมีขนาดความยาวไล่เลี่ยกันมาเทียบเคียง ใช้ประสบการณ์อ่อนหัดชี้ให้เขาดูในบางจุด ท่ามกลางอาการหวั่นใจว่าตนกำลังสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรือกำลังเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากคลิกส่งจดหมายกลางดึกแล้ว ผมตัดสินใจเขียน “บันทึกระหว่างทาง” เพื่อเน้นย้ำลงกลางใจของตนว่า จงอย่าได้ปล่อยให้ความสุขแห่งการขีดเขียนหลุดลอยหนีหายไปไหนอีก จงมีชีวิตอยู่เพื่อรออ่านงานเขียนของสหาย(อย่างเช่นวันนี้) และจงตั้งใจเขียนงานดีๆให้สหายอ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสุดท้ายก่อนที่ผมจะมุดหัวเข้าใต้ผืนผ้านวม ผมหวังในใจว่า สหายของผมจะขยับเท้าก้าวไปอีกขั้นอย่างที่ตั้งใจไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลางดึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-8552944934068266531?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/8552944934068266531/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_23.html#comment-form' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8552944934068266531'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8552944934068266531'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_23.html' title='&quot;บันทึกระหว่างทาง(๑)&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-7338330862884106928</id><published>2009-11-21T20:13:00.000+07:00</published><updated>2009-11-23T23:52:24.752+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จดหมาย'/><title type='text'>"จะประชันขันแข่งใครเขาได้ เมื่อไม่มีที่ถูกใจในงานฝัน"</title><content type='html'>"จะประชันขันแข่งใครเขาได้&lt;br /&gt;เมื่อไม่มีที่ถูกใจในงานฝัน"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทวดที่เคารพรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง ๑๐ วัน ฤดูกาลรับสมัครนางงามวรรณกรรมประจำปีนี้ของเวทีต่างก็จะหมดอายุลง ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมแต่ละเวทีจึงเจาะจงชักกระไดปิดประตูพร้อมกันในวันที่ ๓๐ นี้&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เส้นทางเวรกรรมซึ่งผมได้สมัครใจเดินยังเหลือระยะทางอีกยาวไกล หากไม่มีเหตุอันใดให้ต้องจบชีวิตลงเสียก่อน ผมก็มั่นใจว่าตนเองจะมีความสามารถสร้างชิ้นงานให้เป็นรูปธรรมได้ เพื่อเผยแพร่ในพื้นที่เล็กๆที่เรียกว่าบรรณพิภพไทยแห่งนี้ ดังนั้น ผมจึงยอมรับสภาพการเขียนอันย่ำแย่ของตนได้พอสมควร แม้จะมีความเจ็บปวดเล็กๆซ่อนลึกอยู่ภายในก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานมานี้สหายชาวพิษณุโลกก็เพิ่งส่งข่าว เขาบอกว่าเขียนงานจบสมบูรณ์ทุกชิ้น แต่กระนั้นก็ยังใจเย็นพอที่จะ “ขอบาย” จากทุกเวทีของปีนี้ เหตุผลที่ให้มาก็น่าฟังไม่น้อย เขาบอกว่าอยากจะบ่มชิ้นงานไว้อีกสักปี เผื่อรสชาติจะดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเจ้าสำนักก็เคยแนะนำหนอนน้อยหนอนใหญ่ทั้งหลายในทำนองนี้หลายครั้ง ท่านว่าให้ยัดไว้ในลิ้นชักสัก ๖ เดือน แล้วค่อยเอากลับมาอ่านทวน วิธีนี้เหมาะกับเราชาวหนอนฝึกหัด ระยะเวลาครึ่งถึงหนึ่งปีน่าจะทำให้เรามองเห็นข้อเด่นข้อด้อยของงานเขียน ด้วยว่าช่วงที่เราเขียนจบใหม่ๆหมาดๆ คงจะรู้สึกเหมือนกันทุกคนนั่นแหละครับว่างานเขียนของเราช่างเจ๋งเป้งเหลือเกิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับตัวผมเอง เห็นด้วยกับวิธีนี้อย่างที่สุด จำนวนเงินที่ผมโม้นักโม้หนาว่าจะซื้อไฮเนเก้นให้ท่านดื่ม ก็ได้มาด้วยวิธีนี้แหละครับ แต่ก็ใช่ว่าผลงานทุกชิ้นที่ผ่านการบ่มด้วยกาลเวลาจะดีขึ้นเสมอไป บางชิ้นผมบ่มไว้เฉยๆแต่ไม่ได้แก้ไขอะไรเพราะเห็นว่ามัน “ผ่าน” แล้ว แต่พอส่งไปให้บรรณาธิการพิจารณา ก็ยังอุตส่าห์ได้รับจดหมายขอบคุณตอบกลับมาให้หายคิดถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตัดสินใจของสหายชาวพิษณุโลก ฉุกให้ผมได้ตระหนักถึงผลงานของตัวเองที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างลวกๆ บางชิ้นยังอยู่ในอากาศ และบางชิ้นแม้จะพอมองเห็นเป็นตัวอักษรบ้างแล้วแต่ก็รู้สึกว่ามันทุเรศเต็มทน จึงเกิดความละอายใจหากจะส่งไปให้รกเวทีเหล่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากเมื่อใดงานเขียนของผมผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากใจของผมเอง และถึงกับจนปัญญาที่จะหาข้อตำหนิใดๆแล้ว เมื่อนั้นผมจึงจะส่งเข้าประกวดครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ มีวิธีเดียวที่ผมจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ก็คือการเขียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผมขาด แต่การได้มาทำบล็อกและเสวนากับท่านและเพื่อนหนอนบ่อยๆ ก็ช่วยให้เกิดความรู้สึกอยากเขียนได้มากขึ้น จึงหวังใจว่าความสม่ำเสมอจะเข้ามาสิงสู่มือของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจริญอักขระยิ่งๆขึ้นไปนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคารพรัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นารินทร์ ทองดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-7338330862884106928?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/7338330862884106928/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_21.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/7338330862884106928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/7338330862884106928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_21.html' title='&quot;จะประชันขันแข่งใครเขาได้ เมื่อไม่มีที่ถูกใจในงานฝัน&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-2740731470936706159</id><published>2009-11-08T23:04:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T18:12:36.699+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทองดี โคกกระโดน'/><title type='text'>"ความมืดมนของนักเขียนหนุ่ม"</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvbrtZi2DcI/AAAAAAAAAEI/9fVGPl1rdAQ/s1600-h/à¸ªà¹‰à¸¡à¸•à¸³.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" sr="true" src="http://4.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvbrtZi2DcI/AAAAAAAAAEI/9fVGPl1rdAQ/s320/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B3.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน รู้สึกเหงาอย่างประหลาด เปลวเทียนวูบไหว อากาศหลังตีสี่ค่อนข้างเย็น แผ่นกระดาษบนโต๊ะญี่ปุ่นยังคงว่างเปล่า มันถูกทับด้วยปากกา RENOLDS ที่ยังฝังหัวอยู่ในปลอก ไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่นึกอะไรไม่ออก เขียนอะไรไม่ได้ อาการนี้เขาเป็นมานานแล้ว ทุกครั้งที่ประสบกับความตีบตันเช่นนี้ เขาจะรู้สึกเหงาและเศร้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;แล้วมันไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าหรอกหรือ ในเมื่อคนที่เป็นนักเขียนแต่ไม่สามารถเขียนอะไรได้ หัวสมองกลวงเปล่า มืดมน มองไม่เห็นหนทางที่จะดำเนินอักขระสัมพันธ์อันใดได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาทีแล้วนาทีเล่าที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า เปลวไฟลามเลียเทียนไขจนสั้นกุด หยาดน้ำตาเทียนย้อยลงมากระจุกอยู่ตรงโคน และแล้วเพียงลมแผ่วพัดผ่านมา โลกใต้ต้นมะม่วงของทองดี โคกกระโดน ก็ดับลง มืดมิดในช่วงไม่กี่วินาทีแรก ก่อนที่แสงไฟจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านจะแผ่มาแทนที่ ทองดี โคกกระโดน พยายามปรับสายตาให้รับสภาพแสงสลัว ไม่นานนักเขาก็สามารถสังเกตเห็นแผ่นกระดาษที่วางอยู่กลางโต๊ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันยังคงอวดความว่างเปล่าท่ามกลางแสงสลัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;///&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ร้านส้มตำป้าติ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ถ้าทองดี โคกกระโดนจะมาที่นี่ เขาจะมีเหตุผลเพียงประการเดียวคือหิว แต่ช่วงวันสองวันมานี้ ทองดี โคกกระโดน เพิ่มเหตุผลให้ตนเองอีกหนึ่งประการคือ เพื่อศึกษาเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในนิยายเรื่องใหม่ของเขา มีตัวละครอยู่หนึ่งตัวที่จะต้องเข้าฉากตำส้มตำ ตัวละครตัวนี้ถูกกำหนดให้เป็นผู้หญิง หล่อนได้ผัวฝรั่ง อันว่าเพราะเหตุใดพวกฝรั่งจึงมาแต่งงานกับสาวไทย ทองดี โคกกระโดน ยังไม่มีเวลาศึกษาวิจัยลงลึกถึงรายละเอียด แต่เหตุผลที่สาวไทยแต่งงานกับฝรั่งนั้น ก็เพราะส่วนใหญ่ต้องการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนให้ความสำคัญกับผัวเมียคู่นี้มาก เขาเต็มใจสละเนื้อที่ให้ถึง 1 บท เฉพาะฉากที่ต้องให้ตัวละครตำส้มตำนั้นเขายอมให้ถึง 2 หน้า แต่ก็เป็น 2 หน้าที่ยังเว้นว่างไว้ เขาไม่สามารถเขียนฉากนี้ได้ ด้วยเหตุเพราะเขาตำส้มตำไม่เป็น ก็อย่างที่ทองดี โคกกระโดนเคยปฏิบัติในการเขียนนิยายทุกเรื่องของเขา นั่นก็คือ เขาจะไม่เขียนในสิ่งที่เขาไม่รู้หรือยังไม่มีข้อมูลที่แน่นปึ๊ก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูอย่างนักเขียนที่ชื่อ วินทร์ เลียววาริณ สิ นิยายทุกเรื่องของนักเรียนท่านนี้ จะอัดแน่นไปด้วยข้อมูลที่มีอยู่จริง คละเคล้ากับส่วนที่แต่งขึ้นได้อย่างลงตัว เชื่อเถิดว่าน่าจะมีนักอ่านหลายคนที่เผลอคิดว่า “หมวดตุ้ย”กับ “เสื้อย้อย” มีตัวตนจริงๆในนิยายเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เคยเข้าเว็บวินบุ๊คคลับบ้างแต่ไม่บ่อยนัก เขาพอจะคุ้นชื่อแฟนคลับหลายคน เช่น สายลม สายฝน ต้นข้าว Jasmine ชริ saranya_nok.worm คิทชา น็อต หวังเล่อเทียน สหัทยา สนิมกฤช (...) สิญจน์ สวรรค์เสก พีพี กีรติ ยางมะตอยสีชมพู load จินนี่ ท่านเจ้าคุณ ขุนอรรถ และ ฯลฯเหล่านี้คือชื่อหนอนที่กำลังสนุกสนานอยู่หน้าบอร์ดขณะนี้ มีอยู่บางพวกที่ไปๆมาๆ ทำราวกับว่าตัวเองแบกภาระหนักของชาติไว้คนเดียว เช่น จี-รา วนิดา(นามปากกา) อานันท์ ไอซ์ หนุงหนิง nena วนิดา น้ำแข็งละลายในแก้วชาดำเย็น ส้มลิ้ม นางงามมิตรภาพ และ ฯลฯ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ในจำนวนหนอนทั้งหลายที่เป็นแฟนคลับวินทร์ เขารู้สึกหมั่นไส้คนที่ใช้นามปากกาว่า “ธุลีดิน” มากกว่าคนอื่น ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกชอบ “พุ่มฮัก บ้านหนอน” มากที่สุดในเว็บนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันจะต้องมีอะไรสักอย่างในความเป็นส้มตำ ที่ทำให้อาหารชนิดนี้มีเสน่ห์ เป็นที่นิยมชมชอบของคนไทยอย่างกว้างขวาง แน่นอนว่าสูตรเด็ดเคล็ดลับของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน รสชาติก็อาจแตกต่างกันบ้างตามรสนิยม แต่ทองดี โคกกระโดนก็ยังคิดว่ามันจะต้องมีอะไรสักอย่างซ่อนอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเขียนฉากอื่นของบทนี้เสร็จสิ้นแล้ว ใช้บทบรรยายมากหน่อยตรงประวัติความเป็นมาของหญิงสาว หล่อนมาจากไหน ...ฐานะทางบ้านเป็นอย่างไร การศึกษาระดับไหน ทัศนคติการมองโลกและการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร แต่เรื่องความคิดเห็นทางการเมืองนั้นเขาจำเป็นต้องละไว้ มันไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนที่จะต้องเข้าไปก้าวก่ายความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของตัวละคร ส่วนฉากเลิฟซีนซึ่งมันต้องมีแน่ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างผัวเมีย ทองดี โคกกระโดน เขียนแค่ 5 บรรทัด แม้จะสั้นแค่นั้น แต่เขาก็เชื่อว่าคนอ่านต้องเห็นภาพชัดเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าติ่งตำส้มตำวันละไม่ต่ำกว่าร้อยครก แต่ละครกก็แตกต่างกันไปตามชื่อเรียกซึ่งมีหลายชื่อ ตำลาว ตำไทย ตำปูปลาร้า ตำปู ตำแตง ตำถั่ว ตำซั่ว ตำป่า ฯลฯ ขั้นตอนก็เดิมๆ พริก กระเทียม ผงชูรส (บางคนไม่ใส่) โขลกๆๆๆ ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำปลาร้า มะนาว มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะกอก(ถ้ามี)กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ฯลฯ โขลกๆๆ ใส่เส้นมะละกอหรืออื่นๆ โขลกคลุกเคล้า ชิม พอได้ที่แล้วก็เสริฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันก็แค่นั้น-ทองดี โคกกระโดนคิด แต่เขาก็ยังเชื่อว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ ทองดี โคกกระโดน นั่งคิดทั้งวัน กระทั่งป้าติ่งปิดร้าน เขาจึงเปิดปากถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ป้าติ่งครับผมอยากทราบอะไรบางอย่าง?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถามมาสิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ป้าติ่งใส่อะไรลงไปในส้มตำทุกครกที่ป้าตำ ลูกค้าจึงได้ติดหนึบเป็นตังเม?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของร้านส้มตำครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะตอบว่า “ใส่ใจ!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับอาจารย์เซน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใดออกมาอีก เขาก็ฉุกคิดได้ว่าเขาเคยรู้จักพ่อค้าส้มตำคนหนึ่งที่ขายอยู่ปากซอยวัดหงส์ฯ พ่อค้าคนนั้นเคยเล่าอัตชีวประวัติของตนให้ทองดีฟัง ก่อนจะมาขายส้มตำ เคยทำมาแล้วหลายอย่าง ทั้งเป็นกรรมกรรับจ้าง เป็นคนงานในโรงงาน เคยเข็นรถขายไอศกรีม เคยขายก๋วยเตี๋ยว ก่อนจะมายึดอาชีพพ่อค้าส้มตำเป็นตำแหน่งสุดท้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลูกค้าติดใจในฝีมือของเขา แต่บางช่วงบางเวลา พ่อค้าคนนี้ก็แสดงออกให้ทองดี โคกกระโดนจับสังเกตได้ว่าเขายังขาดอะไรบางอย่างในชีวิต ทองดี โคกกระโดนคันปากจึงเอ่ยถามไปว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เป็นอิหยังบักอ้าย?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อค้าส้มตำตอบว่า “บักทองดีเอ๊ย อ้ายขายส้มตำมาก็หลายปีแล่ว ตำบักหุ่งมาแล่วหมื่นครก แต่บ่เคยมีจั๊กเถื่อที่อ้ายสิตำให้แม่อ้ายกิน” พ่อค้าส้มตำยกมือปาดน้ำใสๆที่เริ่มเอ่อท้นเบ้าตา ทองดี โคกกระโคน แน่ใจว่ามือนั้นเพิ่งหยิบพริก พ่อค้าส้มตำน้ำตาไหลพราก “อ้ายกะลังเก็บเงิน ได้เงินหลายๆแล่วอ้ายสิเมือบ้าน ไปตำบักหุ่งให้แม่อ้ายกิน...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ยกมือไหว้ป้าติ่งท่วมหัว ก่อนจะเผ่นพรวดไปยังต้นมะม่วงอันเป็นที่ชอบๆของเขา ตอนนี้เขารู้แล้วว่าจะใส่อะไรลงไปในฉากตำส้มตำที่เว้นว่างไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพจาก moph.go.th)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-2740731470936706159?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/2740731470936706159/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_08.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/2740731470936706159'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/2740731470936706159'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post_08.html' title='&quot;ความมืดมนของนักเขียนหนุ่ม&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvbrtZi2DcI/AAAAAAAAAEI/9fVGPl1rdAQ/s72-c/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B3.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-8500667793726758105</id><published>2009-11-05T21:01:00.000+07:00</published><updated>2009-11-21T21:02:09.674+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จดหมาย'/><title type='text'>"เรียนคุณไมเคิล  ดิลล์"</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvLaM-lDLxI/AAAAAAAAADw/Ofj6RyHEI8Q/s1600-h/1189548394._x_pen.jpg" imageanchor="1" style="cssfloat: left; margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" src="http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvLaM-lDLxI/AAAAAAAAADw/Ofj6RyHEI8Q/s320/1189548394._x_pen.jpg" vr="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เรียนคุณ ไมเคิล ดิลล์ ที่เคารพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นใดทั้งมวล ผมคิดว่าผมควรจะกล่าวคำแนะนำตัวเองให้คุณได้รับทราบพอสังเขป ผมชื่อ ลีโอ พุ่ม เป็นอุปกรณ์ไฮโซเพียงหนึ่งเดียวของผู้ชายคนที่อยากเป็นนักเขียนแต่ขี้เกียจที่สุดในประเทศ เขาซื้อผมมาด้วยเงินจำนวนที่มากกว่าราคากางเกงในสามตัวร้อยของเขาหลายเท่าตัว นัยว่าเงินจำนวนมหาศาลที่เขาลงทุนไปนั้น คงจะช่วยให้เขาเป็นนักเขียนได้ง่ายขึ้น แต่ให้ดิ้นตายเถอะ หมอนี่โง่บัดซบ นักเขียนอะไรจะเป็นกันได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเล่า คุณว่าไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาค่อนข้างจะเงอะๆงะๆพอสมควร พูดให้ชัดเจนขึ้นมาหน่อยก็คงจะพูดได้ว่าเขาออกจะทึ่มเกินมนุษย์ยุคนี้ เขาน่าจะรู้ว่าผมไม่ใช่ควายที่จะทำได้แค่ไถนาและสละแผ่นหลังสกปรกให้นกเอี้ยงเกาะเล่น ผมเป็นอุปกรณ์ไฮโซที่ไม่ได้มีไว้แทนพิมพ์ดีด ความสามารถของผมถูกจำกัดลิมิตไว้สูงเกินกว่าที่เขาคาดถึง ด้วยเหตุนี้ เดือนแรกที่ผมย้ายตัวเองมาอยู่ในรังของเขา ผมก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองหนังสือข้างฟูกนอน ร้อนอบอ้าวและเลอะเทอะด้วยคราบฝุ่น หมดราศีอันสง่างามของอุปกรณ์ทันสมัยที่เขาภาคภูมิใจเป็นนักหนา เปล่าประโยชน์และน่าละอายใจเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเริ่มลุบๆคลำๆผมหลังจากก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรขยุกขยิกลงบนกระดาษ แล้วเขาก็จับผมถ่างอ้าซ่า กดปุ่มพิมพ์เป็นข้าวตอกแตกโดยมีต้นฉบับลายมือโค-ต-รไก่เขี่ยวางอยู่ข้างๆ หมอนี่ทำงานหลายขั้นตอนเพื่อลดภาวะโลกร้อน ข้าวตอกแตกของเขาดังนาทีละสามถึงห้าครั้ง ขืนเปิดเครื่องแล้วเค้นสมองคิดคำเขียน โลกเราคงไหม้เพราะหมอนี่ผลาญไฟฟ้าพิมพ์ต้นฉบับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนั้นผมจำได้ดีว่าเขาเขียนอะไร ข้อมูลยังประจุแน่นอยู่ในหน่วยความจำของผม จะเรียกมันว่าความอวดดีก็ได้ เรียกว่าความทะเยอทะยานก็ไม่ผิด บัดซบ เขาท้าผู้ชายคนหนึ่งที่น้ำเสียงคล้าย “พี่เบิร์ด” ให้มาเขียนนิยายแข่งกับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่เขาแนบไฟล์ไปกับจดหมายอีเล็กทรอนิคส์แล้วกดส่งไปยังปลายทาง ผมก็ได้รู้ว่าคนที่ถูกเขาท้านั้นคือใคร และผลที่ตามมาก็คือ ผมได้รู้จักคุณ-ไมเคิล ดิลล์ นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอักขระลิขิตไว้ก็ได้ ใช่ไหมครับ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และแล้วช่วงเวลาแห่งการกรำนิยายก็จบสิ้นลง จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อแจ้งข่าวให้คุณได้รับทราบผลการเขียนของผู้ชายคนนี้ ผลที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ไอ้หมอนี่จบเห่!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กำหนดเองว่าสองร้อยหน้า เขียนไปเขียนมาได้ไม่ถึงห้าสิบ เกลาทิ้งอีกพะเรอเกวียน คงเหลือไว้อวดชาวบ้านแค่สี่สิบกว่าๆ แต่การแข่งขันครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดบางอย่างขึ้นกลางใจของเขา เขาได้รู้ว่าการเขียนท่ามกลางสภาวะกดดันนั้น ผลที่ออกมาน่าเกลียดเพียงใด และการฝืนเขียนด้วยสภาพโรยล้าจากงานประจำนั้น ผลที่ได้ไม่ต่างอะไรกับการเอาตัวอักษรมาวางเรียงกันอย่างสะเปะสะปะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เขาประสบ มีปรากฏการณ์เล็กๆที่เกิดแซมขึ้นมาท่ามกลางซากแห่งความล้มเหลวของการเขียนครั้งนี้ก็คือ เขาจับปากกาถนัดมือขึ้นกว่าเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยความเคารพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลีโอ พุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล. เขาฝากบอกไปยังไอ้หนุ่มคนนั้น กะอีแค่ไฮเนเก้นหนึ่งลัง ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก แต่ต้องดื่มด้วยกันนะ(ย้ำ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพจาก zuxxix.com)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-8500667793726758105?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/8500667793726758105/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8500667793726758105'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/8500667793726758105'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='&quot;เรียนคุณไมเคิล  ดิลล์&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SvLaM-lDLxI/AAAAAAAAADw/Ofj6RyHEI8Q/s72-c/1189548394._x_pen.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-5854010826790189993</id><published>2009-10-11T21:15:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T18:12:36.702+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทองดี โคกกระโดน'/><title type='text'>"ข้อความปริศนา"</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/StHp9LSCkrI/AAAAAAAAACg/T-IGbtNMOac/s1600-h/à¸›à¸¥à¸²à¸”à¸¸à¸à¸¢à¹ˆà¸²à¸‡.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5391347466148942514" src="http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/StHp9LSCkrI/AAAAAAAAACg/T-IGbtNMOac/s320/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 240px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 320px;" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์อันสงบสุข&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวซอยตำแยที่ตื่นเช้าหน่อย จะเห็นตำรวจหนุ่มวิ่งไล่จับนักเขียนหนุ่ม(เหมือนกัน)ตั้งแต่หน้าบ้านคุณปิ๊ก ผ่านบ้านอีกหลายหลัง จนกระทั่งนักเขียนหนุ่มคนนั้นไปหมดแรงอยู่หน้าร้านส้มตำป้าติ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวซอยพากันงงงวย คนที่ตื่นเช้าก็ก็รีบปลุกคนที่ยังนอนอยู่ แล้วไม่นานก็พากันตื่นหมด ก่อนจะยกโขยงมามุงดูเหตุการณ์หน้าร้านส้มตำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารรูปของนักเขียนหนุ่ม ชาวบ้านบางคนบอกว่าดูไม่ได้ นักศึกษาสาวคนหนึ่งซึ่งกลัดกระดุมเสื้อไม่ครบเม็ดพูดว่า “หนูคิดว่าเขาไม่น่าจะถูกเรียกว่านักเขียนนะคะ คนที่เป็นนักเขียนเท่าที่หนูรู้จัก ควรจะหล่อเหมือนพี่นิ้วกลม เท่เหมือนพี่ปราบดา หรือหน้าใสปิ๊งเหมือนพี่วินทร์ แต่อีตานนี้ หนูคิดว่า...ช่างเถอะค่ะ!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านที่พอจะมีประสบการณ์ชีวิตมากหน่อยก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น “ดูท่าทางเหมือนกับว่าเขาจะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปูโธ่เอ๋ย...เขาก็เขียนบอกอยู่บนซองว่าให้เติมเนื้อและผักดังรูป จึงจะได้รับสารอาหารตามคำโฆษณาชวนเชื่อ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แต่ข่อยคึดว่า...” ลุงคนขับสามล้อตั้งข้อสังเกต “สงสัยบักนี่สิเอาแต่ถอน...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของตำรวจหนุ่ม เพราะมัวแต่พากันจ้องมองสารรูปของนักเขียนท้ายซอย ซึ่งบัดนี้กำลังนั่งเหยียดขาหอบซี่โครงบาน สองมือกำปึกกระดาษยับยู่ยี่ เหงื่อกาฬไหลทะลัก เสื้อแมนฯยูฯสีแดงมอซอเปียกโชก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าติ่งถือสากโผล่ออกมาจากหลังร้าน “เกิดอะไรขึ้นหรือพ่อป๊อด?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำรวจหนุ่มยิ้มแห้งๆ เหลือบมองนักเขียนท้ายซอยแว่บหนึ่ง ก่อนจะหันมาตอบเจ้าของร้านส้มตำ “ไม่รู้เหมือนกันป้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อ้าว!” ชาวบ้านส่งเสียงขึ้นพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คือผมเห็นคุณคนนี้ยืนคุยอะไรสักอย่างกับคุณปิ๊ก” ตำรวจหนุ่มเริ่มเล่า(เขาไม่ได้บอกว่าเขารู้สึกเดือดมากเลยในตอนนั้น – พุ่มฮัก) “ทีแรกผมก็ขับช็อปเปอร์ตรวจตราความสงบเรียบร้อยตามประสาตำรวจนั่นแหละครับ พอผ่านบ้านคุณปิ๊ก...” (เขาไม่ยอมพูดความจริงว่าเขาขับรถผ่านบ้านคุณปิ๊ก 3 รอบ – พุ่มฮัก) “...ผมก็เห็นคุณคนนี้ยืนคุยกับคุณปิ๊กอยู่ สักพักเขาก็ยื่นปึกกระดาษข้ามรั้วให้คุณปิ๊กอ่าน พอคุณปิ๊กอ่านไปได้สอง 2-3 หน้า ผมก็สังเกตเห็นว่าแก้มขาวๆของคุณปิ๊กเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วจู่ๆคุณนักเขียนคนนี้ก็ตะโกนว่า ไม่! ผมหาได้ต้องการตำลึงสุกในตอนนี้ไม่ สิ่งที่ผมต้องการก็คือผมอยากรู้ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่นิยายของผมกลายมาเป็นแบบนี้?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป้าติ่งยังถือสากขมวดคิ้วงุนงง “รวบรัดตัดตอนดีกว่าไหมพ่อป๊อด?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำรวจหนุ่มกระแอมแล้วว่าต่อ “ทีนี้พอคุณนักเขียนตะโกน คุณปิ๊กก็ยื่นปึกกระดาษส่งคืนแล้วก็วิ่งหนีเข้าบ้าน เท่านั้นแหละครับ ผมก็ตะโกนตามประสาตำรวจว่า หยุดนะ...นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วยังไงต่อ?” เสียงชาวบ้านถามขึ้นพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะยังไงล่ะครับ พอคุณนักเขียนมองเห็นผมปุ๊บ เขาก็วิ่งหนีปั๊บ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สุดท้ายก็เลยมาจนมุมที่นี่” ป้าติ่งพูดพลางใช้สายตาสำรวจสารรูปของนักเขียนหนุ่ม “ไหนลองเล่าซิพ่อหนุ่ม ทำไมต้องวิ่งหนีตำรวจ ถ้าเราไม่ได้ทำผิดอะไรก็ไม่เห็นจำเป็นต้องวิ่งหนีให้เข้าใจผิดกันแบบนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการหอบของนักเขียนท้ายซอยเริ่มทุเลาลง แต่เขายังคงนั่งหมดแรงอยู่บนพื้นซีเมนต์หน้าร้าน เงยหน้ามองไทยมุง หันมามองหน้าป้าติ่ง ก่อนจะชำเลืองมองตำรวจหนุ่มอย่างหวาดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“บอกมาสิพ่อหนุ่ม เราทำร้ายคุณปิ๊กหรือเปล่า?” ป้าติ่งถามอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนหนุ่มเริ่มตั้งสติได้ “ผมขอพูดตามความจริงก็คือเปล่าครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วเราวิ่งหนีตำรวจทำไม?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนหนุ่มก้มหน้า “อาจจะต้องย้อนเวลากลับไปยังเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านมองหน้ากันไปมา แล้วใครคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ย้อนไปให้ตรงจุดนะคุณนักเขียน ถ้าเยิ่นเย้อยืดยาวผมคงรอฟังไม่ได้เพราะต้องรีบส่งลูกไปเรียนพิเศษ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนหนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่ง “ตอนนั้นผมอายุเจ็ดขวบ ผมเห็นลุงข้างบ้านถูกตำรวจจับเพราะแอบซุกไหสาโทไว้ใต้ลอมฟาง ตำรวจยกโขยงมาทั้งโรงพักเพื่อจะมาจับสาโทไหเดียว ลุงแกตกใจมาก และยิ่งตกใจจนฉี่ราดเมื่อตำรวจนายหนึ่งขู่ว่าจะจับลุงขังคุกตลอดชีวิต”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แล้วยังไงต่อ?” ชาวบ้านถามพร้อมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ลุงแกก็เลยก้มลงกราบตำรวจนายนั้น วิงวอนขออิสรภาพ จนในท้ายที่สุดตำรวจก็ยอมกลับไป โดยยึดสาโททั้งไหไปด้วยพร้อมกับไก่ของคุณลุงอีกเกือบยี่สิบตัว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรื่องจริงหรือเรื่องแต่งกันนี่?” ชาวบ้านคนเดิมสงสัย “นักเขียนมักหลงเข้าไปในจินตนาการของตนเสมอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เรื่องจริงครับ” นักเขียนหนุ่มตอบ “ด้วยภาพฝังใจแบบนี้แหละครับ พอผมเห็นตำรวจ ผมก็เลยกลัวและวิ่งหนี คิดดูสิครับ มันคงบัดซบสิ้นดีที่ผมไม่มีปัญญาหาไก่มาไถ่อิสรภาพของตนเอง...ถ้าผมถูกจับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านส่งเสียงฮาครืน แต่ความไม่พอใจเริ่มปรากฏบนใบหน้าของตำรวจหนุ่ม “คุณหลอกด่าตำรวจได้แนบเนียนจริงๆนะคุณนักเขียน ผมจะบอกอะไรให้นะครับ ตำรวจมีทั้งที่ดีและไม่ดี การกระทำของตำรวจบางกลุ่มที่ค่อนข้างจะเลวทรามนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าตำรวจทั้งองค์กรจะเป็นอย่างนั้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเขียนท้ายซอยยักไหล่ “ผมเสียใจที่เรื่องจริงบางเรื่องมันไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำรวจหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด เขาทำท่าจะผละไป แต่พอดีสายตาเหลือบไปเห็นหญิงสาวแหวกไทยมุงเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทันทีที่หญิงสาวมองเห็นนักเขียนหนุ่ม หล่อนก็อุทานด้วยความตกใจ “ตายจริง! ใครทำให้คุณทองดีมีสารรูปแบบนี้ ลุกขึ้นเถอะค่ะ อย่านั่งตรงนั้นเลย ไปนั่งตรงเก้าอี้ในร้านดีกว่านะคะ ป้าคะ...” หล่อนหันไปสั่งเจ้าของร้าน “ขอเป๊บซี่ให้คุณทองดีขวดนึงค่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขอข้าวเหนียวไก่ย่างและส้มตำให้ผมด้วยสิครับ ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว” ทองดี โคกกระโดน ขอกินอย่างหน้าด้านๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวบ้านเริ่มสลายการชุมนุม ต่างแยกย้ายกันไปตามทิศทางของแต่ละคน ตำรวจหนุ่มยืนเก้ๆกังๆ แต่สุดท้ายก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะกับหญิงสาวและนักเขียนท้ายซอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใครเชิญให้นั่งไม่ทราบ?” หญิงสาวถามหลังจากสั่งอาหารแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใจสั่งมา!” ตำรวจหนุ่มตอบหน้าตาเฉย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ส่งเสียงเหมือนเป๊บซี่ขวดนั้นใกล้จะบูด เขายิ้มอย่างมีเลศนัยให้ขวดน้ำอัดลม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไหนขอดูต้นฉบับอีกทีสิคะ” หญิงสาวกล่าวกับนักเขียนหนุ่ม กิริยาท่าทางแสดงออกให้เห็นว่าตำรวจป๊อดกำลังเป็นส่วนเกิน “ขอโทษที่วิ่งหนีนะคะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เป็นไรครับ” นักเขียนหนุ่มตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันคิดดูแล้วก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร นิยายของคุณจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง พระเอกกับนางเอกไปฮันนีมูนในบทสุดท้าย ตอนกลางวันเล่นน้ำที่ชายหาด หัวค่ำดินเนอร์ใต้เสียงเทียน ส่วนกลางคืนก็...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำรวจหนุ่มสังเกตเห็นว่าหญิงสาวเริ่มหน้าแดงอีกครัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมเริ่มเขียนบทนี้ตอนตีสาม” นักเขียนท้ายซอยเล่า “หอบอุปกรณ์ออกมานั่งเขียนบนแคร่ใต้ต้นมะม่วง จุดเทียนไว้มุมโต๊ะเพื่อให้มีแสงสว่าง และก็อย่างที่คุณปิ๊กได้อ่าน บทสุดท้ายนี่พระเอกกับนางเอกไปฮันนีมูน กลางวันเล่นน้ำที่ชายหาด หัวค่ำดินเนอร์ใต้แสงเทียน ส่วนกลางคืนก็...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หญิงสาวหน้าแดงกว่าเดิม ทองดี โคกกระโดน รีบพูดต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ส่วนกลางคืนพวกเขาก็นอนด้วยกัน ผมเขียนฉากนี้โดยใช้บทพรรณนาเพื่อให้เห็นภาพที่ละมุนละไม สวยงาม และโรแมนติก คุณปิ๊กอาจสงสัยว่าทำไมนางเอกจึงเป็นฝ่ายเดินออกจากเสื้อผ้าของหล่อนเอง แทนที่จะให้พระเอกเป็นคนถอด เรื่องนี้ต้องอ่านตั้งแต่บทแรกครับ นางเอกของผมเป็นคนสมัยใหม่ ทัศนคติเรื่องเพศจะแตกต่างจากแม่พลอย ดังนั้น บทรักของทั้งคู่จึงมีการผลัดรุกผลัดรับตลอดเวลา ผมเขียนจวนจะจบอยู่แล้ว แต่ดันเผลอหลับไปเสียก่อน ครั้นตื่นขึ้นมาก็ต้องฉงนใจกับข้อความปริศนา อันก่อให้เกิดคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไรที่นิยายของผมกลายมาเป็นแบบนี้...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หญิงสาวพยักหน้าพลางชี้นิ้วเรียวงามลงบนบรรทัดสุดท้าย “ประโยคปริศนาที่ว่าก็คือประโยคนี้?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใช่ครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มึงรู้ไหมใครใหญ่?” หญิงสาวอ่านออกเสียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนดูดน้ำอัดลมอีกอึก “เป็นไปไม่ได้ที่พระเอกจะพูดประโยคนี้ในขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม อีกทั้งผมก็ได้กำหนดนิสัยพระเอกเอาไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า เขาไม่ใช่คนที่ชอบไปอวดใหญ่อวดโตกับใคร ไม่เคยวางมาดข่มขู่ใคร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ใช่ค่ะ นั่นไม่ใช่นิสัยของคนที่สมควรจะเป็นพระเอก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะไรบางอย่างดลใจให้ตำรวจหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม แล้วทันใดเขาก็คว้าต้นฉบับไปพิจารณา ก่อนจะโยนโครมลงบนโต๊ะต่อหน้านักเขียนหนุ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เทียบลายมือดูแล้ว ประโยคบ้านั่นไม่ใช่ลายมือคุณ” ตำรวจป๊อดบอก “มีใครบางคนต้องการข่มขู่คุณก็เลยเขียนข้อความนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เบิกตากว้าง “ผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ช่วยไม่ได้” ตำรวจป๊อดว่า “คุณระวังตัวไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน ลงถ้ามันได้เข้าใกล้คุณถึงขนาดมาเขียนข้อความต่อท้ายนิยายของคุณแบบนี้ สักวันมันคงล่อคุณเข้าให้ แต่ให้ตายเถอะ ผมไม่เข้าใจคุณเลย...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ไม่เข้าใจผมเรื่องอะไรหรือครับ?”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“กะอีแค่เรื่องแค่นี้ทำไมคุณต้องไปรบกวนคุณปิ๊กแต่เช้า ปัดโธ่...ถ้าคุณไม่ต้องการข้อความไหนในต้นฉบับนิยาย คุณก็ลบมันทิ้งสิครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน ก้มหน้ายิ้มซ่อนนัยให้ขวดเป๊บซี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ในเช้าวันนี้ ถูกบันทึกไว้ในรอยหยักสมองอันยุ่งเหยิงของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งบัดนี้เขากำลังทำทีเลือกปลาดุกย่างอยู่หน้าร้าน เขาเงี่ยหูฟังทุกถ้อยสนทนาของโต๊ะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;‘ไม่ได้การล่ะ’ ชายหนุ่มคนนั้นคิด ‘ต้องรีบไปบอกพี่เบี้ยวว่าไอ้นักเขียนนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดเราเขียนข้อความขู่ถึงเพียงนี้ มันยังถือเป็นประเด็นเอาไปคุยกับคุณปิ๊กได้ โธ่พี่เบี้ยว...คู่แข่งคนใหม่ของพี่น่ากลัวกว่าตำรวจเสียอีก’&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;คิดแล้วชายหนุ่มก็เดินออกจากร้านโดยไม่สนใจปลาดุกย่างที่ถูกจับพลิกระเนระนาดอยู่บนถาดทั้ง 20 ตัว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(ภาพจาก thaiclinic.com)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-5854010826790189993?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/5854010826790189993/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/10/blog-post_11.html#comment-form' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5854010826790189993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/5854010826790189993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/10/blog-post_11.html' title='&quot;ข้อความปริศนา&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/StHp9LSCkrI/AAAAAAAAACg/T-IGbtNMOac/s72-c/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-267844908190154300</id><published>2009-10-06T09:01:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T19:18:57.251+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ดอกไม้ สายลม แสงแดด และฯลฯ'/><title type='text'>ขอรักจงอยู่</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SsqmIeGvfKI/AAAAAAAAACQ/t_BpK86w6Zo/s1600-h/redrose.jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389302568552725666" src="http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SsqmIeGvfKI/AAAAAAAAACQ/t_BpK86w6Zo/s320/redrose.jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 281px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;center&gt;ขอ ลาจากนิราศร้างแรมไกล&lt;br /&gt;ขอ ผูกกลอนฝากไว้แทนใจนี้&lt;br /&gt;ขอ ถนอมรักหวังที่ยังมี&lt;br /&gt;ขอ ฤดีจันทร์เจ้าอย่าเศร้าเลย &lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;รัก นี้ล้นจนใจไม่อาจตั้ง&lt;br /&gt;รัก จึงยังหวังวาดไม่อาจเผย&lt;br /&gt;รัก นี้ใช่ใจพี่นี้ไม่เคย&lt;br /&gt;รัก จึงเอ่ยคำลาอย่างอาวรณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จง เก็บรักนี้ไว้อย่าให้คลาย&lt;br /&gt;จง ลืมเรื่องร้ายๆแต่ภายก่อน&lt;br /&gt;จง อย่าโกรธเกลียดชังเลยบังอร&lt;br /&gt;จง อภัยคนจรจะจรลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ กับฝันวันฟ้าฝันสว่าง&lt;br /&gt;อยู่ ใต้แสงกระจ่างจากดาวฟ้า&lt;br /&gt;อยู่ กับกลิ่นกระดาษหมึกปากกา&lt;br /&gt;อยู่ กับรักอักษรา...นิรันดร...&lt;br /&gt;&lt;/center&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-267844908190154300?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://narinthongdee.blogspot.com/feeds/267844908190154300/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='4 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/267844908190154300'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/267844908190154300'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='ขอรักจงอยู่'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SsqmIeGvfKI/AAAAAAAAACQ/t_BpK86w6Zo/s72-c/redrose.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4173380910544088121</id><published>2009-09-13T21:13:00.000+07:00</published><updated>2010-07-27T18:12:36.705+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ทองดี โคกกระโดน'/><title type='text'>"ตำลึงสุก"</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: small;"&gt;ท้ายซอยตำแยมีบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน 2 ชั้นอยู่หลังหนึ่ง เจ้าของบ้านผัวเมียเป็นข้าราชการเกษียณ ต่างมีอายุคนละ 61 ปี ผัวเมียคู่นี้มีชื่อเรียกอย่างไร ทองดี โคกกระโดน จำไม่ได้ หน้าที่ของเขาเท่าที่ผู้เช่าพอจะมี คือการถ่ายสำเนาบัตรประชาชน เซ็นรับรองสำเนา พร้อมเงินสดล่วงหน้า 1 เดือนและค่าเช่าอีก 1 เดือน มอบให้เจ้าของบ้านผู้เมีย แล้วเขา-ทองดี โดกกระโดนก็หิ้วกระเป๋าเข้ามาอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านหลังใหญ่ แบ่งตามหลักเกณฑ์ง่ายๆได้ 4 ห้อง เจ้าของบ้านอาศัยอยู่ชั้นบน โดยใช้เป็นที่หลับที่นอน 1 ห้อง ทำเป็นห้องพระ 1 ห้อง ชั้นล่างก็แบ่งเป็น 2 ห้องโดยมีบันไดกั้นกลาง ซีกหนึ่งทำเป็นห้องนั่งเล่น รับแขก และทำครัว ส่วนอีกห้องว่างอยู่ เจ้าของบ้านควรจะมีรายได้ทางอื่นนอกจากบำนาญ จึงประกาศให้เช่า ด้วยเหตุนี้ ห้องๆนี้จึงตกมาอยู่ในความครอบครอง(เช่า)ของทองดี โคกกระโดน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ห้องของทองดี โคกกระโดน อยู่ใต้ห้องพระ นั่นก็เท่ากับว่าห้องพระอยู่เหนือห้องของเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าห้องมีต้นมะม่วง ใต้ต้นมะม่วงมีแคร่ไม้ไผ่ขนาดคนเมา 6 คนนอนก่ายกันได้สบาย ทองดี โคกกระโดน ชอบหิ้วโต๊ะญี่ปุ่นที่มีลาย ก.ไก่ ข.ไข่ ไปนั่งเขียนอะไรขยุกขยิกอยู่บนแคร่ เขาเป็นคนไม่ชอบพูด แต่ถ้าได้พูดอะไรออกมาสักคำ บางทีคนฟังก็ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจมากโข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างวันที่ 7 ที่เขาเข้ามาอยู่ เขาได้ถามเจ้าของบ้าน(หญิง)ว่า "ป้าครับ ตำลึงสุกเป็นยังไง?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของบ้าน(หญิง)นิ่งไปหลายอึดใจ อยากจะตอบว่า 'ตำลึงสุกก็คือตำลึงไม่ดิบ' ก็เกรงว่าผู้เช่าหน้าตาประหลาดจะมีน้ำโห อาจจะคว้ามีดมาฟันคอแกฉับ แล้วแกก็ตาย คิดไปคิดมาแกจึงตัดสินใจถามกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ภูมิลำเนาเดิมอยู่ต่างจังหวัดไม่ใช่หรือจ๊ะ ทำไมจึงไม่รู้จักตำลึงสุก?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนทำหน้าเศร้า "ความยากจนข้นแค้นถีบผมกระเด็นมาอยู่ที่นี่ ถ้าจะนับระยะเวลานับตั้งแต่วินาทีแรกที่พลัดพรากจากอ้อมอกพ่อแม่มา มันก็นานพอที่จะลบเลือนความทรงจำที่ผมมีต่อตำลึงสุก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าของบ้าน(หญิง)กะพริบตาปริบๆ แกคิดถึงสำนวนนิยายอ่านเล่นที่เคยอ่านสมัยเป็นสาว แล้วแกก็คิดต่อว่า ผู้เช่าคนนี้ก็คงจะเคยอ่านนิยายอย่างว่ามาไม่น้อยกว่าแก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ลองหาดูที่สวนหลังบ้านหรือยัง? เผื่อจะเจอ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมแทบจะพลิกทุกตารางนิ้วในสวนแล้วครับ มิพักต้องพูดถึงสวนเพื่อนบ้านข้างเคียง แต่ผมก็หาได้เจอในสิ่งที่ผมอยากเจอไม่"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ทองดีหมายถึงตำลึงสุก?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ใช่ครับ เอ๊ะ! มีคำพูดใดของผมที่บ่งความหมายเป็นอย่างอื่นหรือครับ?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หามีไม่ เอ๊ย! ไม่มีจ้ะ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;///&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนไม่ละความพยายาม เขาพาตัวเองไปเดินเล่นที่ตลาดบางแค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินตลาดสด เขาสารภาพกับตัวเองว่าไม่ค่อยถนัดนัก ถ้าเดินสยามพารากอนหรือห้างอะไรแถวๆนั้นก็ว่าไปอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเตร่ไปเตร่มาแถวๆแปลงขายผัก บังเอิญสายตาสอดส่ายไปพบแม่ค้าวัยยายคนหนึ่ง แกขายผักหลายอย่าง หนึ่งในนั้นเตะตาเขาอย่างจัง เร็วเท่าความคิด เขาพรวดไปถึงแผงดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิ้วชี้มือขวาเล็งไปที่กองผักใบเขียวซึ่งมีตีนยั้วเยี้ย ปากก็พูด "ใคร่ขอถาม ผลของพืชชนิดนี้เวลาสุกจะมีรูปร่างลักษณะเช่นใดครับยาย?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผัดใส่ไข่อร่อยนะจ๊ะ ตำลึงผัดไข่อร่อยดี" แม่ค้าวัยยายตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ผมหมายถึงผลของมันเวลาสุก ไม่ทราบว่าจะมีลักษณะเช่นใด?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ตำลึงสุกหรือจ๊ะ?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ใช่ครับ ตำลึงสุก"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่มีจ้ะ ใครเขาขายตำลึงสุกกัน!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนเกาหัวแกรกๆ เขาเพิ่มระดับเสียงขึ้นอีกหลายเดซิเบล "ผมขอรบกวนถามยายหน่อยว่า ตำลึงสุกเป็นยังไงคร้าบ!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"อ๋อ..." คุณยายยิ้มยิงฟันดำปี๋ ก่อนจะยกนิ้วชี้มือขวาจิ้มแก้มตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนผงะ "เหี่ยวขนาดนี้เชียวหรือครับเวลาลูกตำลึงสุก?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ไม่ใช่จ้ะ พอดีว่าสมัยยายเป็นสาว หนุ่มๆหลายโหลที่มาติดพันมักจะพูดตรงกันว่าแก้มยายแดงปลั่งเหมือนตำลึงสุก ไหนหนูลองพูดอะไรสักอย่างให้ยายเขินสิ แล้วแก้มยายก็จะบอกเองว่าตำลึงสุกเป็นยังไง"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนกลืนน้ำลาย งานเข้าแล้ว-เขาคิด แต่ก็อยากลองดู "เอางั้นเหรอครับ?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"จ้ะ!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาคิดถึงสำนวนของนักเขียนหลายๆคนที่บรรยายฉากชมโฉม มึน! โฉมปูนนี้ใครจะบรรยายอย่างนั้นได้ แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เขาจึงทำเป็นหลับหูหลับตาพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"เธอจ๊ะ...เสื้อคอกระเช้าที่เธอสวมอยู่น่ะ รู้ไหมว่ามันแอบเผยให้เห็นก้อนเนื้อสีงาช้างสองก้อนเบียดกันอยู่อย่างอึดอัด พี่รู้สึกหายใจขัดจนเกือบจะเป็นลม โอ...ดูสิ! สายตาคมของเธอที่มองค้อนมา ดุจศรของกามเทพพุ่งตรงดิ่งมาปักอกพี่ เธออย่าได้ชายตาลักษณะนี้ไปมองชายใดอีกเป็นอันขาด มิเช่นนั้นหัวอกของพี่คงแหลกสลาย พี่รักเธอนะ แม่คิ้วโก่ง แม่ขนตางอน แม่แขนแมนกลมมน แม่ลำคอระหง แม่แตงร่มใบ แม่แก้มนวลผ่อง ไหนล่ะยาย...ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น?"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยายหัวเราะเอิ๊กอ๊าก "เกือบเคลิ้มเหมือนกันจ้ะ ภาษาพอใช้ได้ แต่คนพูดหน้าไม่ให้ นี่ถ้าหนูไปพูดแบบนี้กับสาวคนไหน สาวคนนั้นมีอันต้องเปิดแน่บ เอิ๊กๆๆ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;///&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดนล้มเหลวอีกครั้ง เขาไม่สามารถบรรจุตัวอักษรลงบนหน้ากระดาษ(หน้าที่ 1234-พุ่มฮัก)ได้เลย เพราะเขานึกไม่ออกว่าตำลึงสุกเป็นยังไง ฉากนี้เป็นฉากสำคัญ เป็นฉากที่พระเอกทะเล่อทะล่าไปบอกรักนางเอก นี่ถ้าเขาไม่เขียนผูกเรื่องให้นางเอกแอบมีใจให้พระเอกมาก่อน การบอกรักของพระเอกครั้งนี้ก็คงจะปิดฉากได้ง่าย ก็แค่เขียนให้นางเอกเชิดหน้าหยิ่ง แล้วบริพาษตอกกลับสักคำสองคำ ฉากนี้ก็จบ แต่ครั้นจะกลับไปรื้อโครงเรื่องใหม่ตั้งแต่ต้น คือเขียนว่านางเอกไม่ได้รักพระเอกเลย ก็ต้องกลับไปแก้ฉากที่นางเอกบอกกับรองพระเอกว่านางเอกรักพระเอก ซึ่งฉากนี้ทำให้รองพระเอกอกหัก แล้วมันก็จะเกี่ยวโยงไปถึงฉากที่นางเอกตบกับรองนางเอกเพื่อแย่งพระเอก เพราะถ้านางเอกไม่แอบรักพระเอก หล่อนจะตบกับรองนางเอกทำไม วิ่งหนีไม่ดีกว่าหรือ แล้วยังจะเกี่ยวพันไปถึงฉากอื่นๆอีก โอย...ยาก! ตกลงว่าให้พระเอกกับนางเอกแอบรักกันตามเดิมดีกว่า แล้วจู่ๆพระเอกก็ทะเล่อทะล่าไปบอกรักนางเอก ผลจากการที่พระเอกได้เอ่ยคำสำคัญให้นางเอกได้ยิน นางเอกของทองดี โคกกระโดน ก็เลยหน้าแดง นั่นล่ะ...งานเข้าทันทีที่นางเอกหน้าแดง บรมครูผู้ประพันธ์นิยายมาก่อนมักบอกว่า "หน้าแดงเหมือนตำลึงสุก" ยังไม่เคยเห็นใครใช้ว่าหน้าแดงเหมือนไฟเบรกรถเมอซิเดส เบนซ์ รุ่น อี คลาส หรือไม่เคยเห็นใครใช้ว่าหน้าแดงเหมือนไฟจราจรแยกปทุมวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน นึกภาพไม่ออกว่าตำลึงสุกเป็นยังไง การเขียนอะไรโดยที่ตัวผู้เขียนยังนึกภาพไม่ออกนั้น มีแต่นักเขียนชั้นนเลวเท่านั้นที่ทำกัน ทองดี โคกกระโดนอยากเป็นนักเขียนชั้นดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระดาษเอ 4 ที่มีลายมือไก่เขี่ยครึ่งหน้าถูกวางคู่กับปากกา Reynolds มาหลายวันแล้ว ทองดี โคกกระโดน นั่งซึมอยู่บนแคร่ใต้ต้นมะม่วง เขาทอดสายตาข้ามรั้วไม้ต่ำเตี้ยเทียมเอวไปยังชาวซอยที่เดินไปมา เด็กฝูงหนึ่งขี่จักรยานผ่านไป ส่งเสียงยังกับลิงยกทัพ มีหญิงสาวคนหนึ่งขี่จักรยานคุมท้ายขบวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน เคยได้ยินชาวซอยตำแยเรียกหญิงสาวคนนี้ว่า 'คุณปิ๊ก'&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วปากของทองดี โคกกระโดน ก็ไวพอๆกับความคิด เขาตะโกนข้ามรั้ว "คุณปิ๊กครับ!"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หญิงสาวหันมามองเขา คิ้วสวยคู่นั้นเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ แน่นอนว่าหล่อนไม่รู้จักทองดี โคกกระโดน แต่ดวงตาคู่นั้นก็ฉายแววว่าพร้อมจะเป็นมิตรกับทุกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"มัวแต่ขี่จักรยานไปมาไร้สาระอยู่ทำไม" ทองดี โคกกระโดน พูดหน้าตาเฉย "ช่อง 7 สีเขารับสมัครหญิงงามเข้าประกวดไทยซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ อยู่นะครับ รีบๆหน่อย ยังพอมีเวลา..."&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทองดี โคกกระโดน รู้สึกลิงโลดจากการสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาว ไม่ถึง 5 วินาทีที่เขาพูดจบ เขาก็รู้แล้วว่าควรจะบรรยายอาการ "หน้าแดงเหมือนตำลึงสุก" ในนิยายที่เขาเขียนค้างไว้อย่างไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4173380910544088121?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4173380910544088121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4173380910544088121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/09/blog-post_13.html' title='&quot;ตำลึงสุก&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-4022612344424524709</id><published>2009-09-03T11:07:00.000+07:00</published><updated>2009-11-21T21:04:23.865+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องสั้น'/><title type='text'>"ดวงใจเล็กๆของเราเอง"</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: small;"&gt;๑)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันมองมวลหมู่สีชมพูอ่อนของดอกชมพูพันธ์ทิพย์ที่หล่นอยู่เกลื่อนพื้น เสียงทุ้มอันชาเย็นยังแว่วอยู่ในหู ทำไมเขาจึงกล้าเรียกชมพูพันธ์ทิพย์ว่าซากุระเมืองไทย เป็นเพราะเขาไม่เคยไปญี่ปุ่นเพื่อดูดอกซากุระจริงๆแน่เลย เขาจึงไม่รู้ว่าดอกซากุระและไอ้ชมพูพันทิพธุ์ของเขานั้นมันมีส่วนแตกต่างกันอยู่มาก เขาเป็นผู้ชายที่ชอบมองอะไรอย่างผิวเผิน ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะตั้งแต่ฉันได้รู้จักกับเขามา ฉันยังไม่เคยเห็นเขาสนใจอะไรจริงๆจังๆเลยสักครั้ง...ยกเว้นหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;ฉันรู้จักกับเขาโดยการแนะนำของอาอี๊ เขาเป็นผู้ชายที่มีความเฉยเมยเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น เพราะแม้แต่การพบกันในวันแรก อาอี๊ของฉันจะแนะนำอย่างตรงไปตรงมาตามประสาคนกันเองว่าฉันเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆจากเขาเลย ผิดกับผู้ชายคนอื่นๆที่พอได้รู้จักฉัน พวกเขาเหล่านั้นก็รีบให้ความสนในตัวฉันทันที และยิ่งพวกเขาได้รู้ว่าฉันเติบโตมาโดยได้รับการเลี้ยงดูจากอาม่า พวกเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสงสารฉัน แต่ฉันดูออกว่าการแสดงออกของพวกเขามีจุดประสงค์อย่างอื่นด้วย ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกดี จะมีอะไรที่ทำให้ผู้หญิงวัยสาวรู้สึกดีไปกว่าการได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาจะมาที่บ้านอาอี๊สัปดาห์ละครั้ง การมาแต่ละครั้งของเขาทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย เพราะเขาจะเอาแต่คุยกับอาม่าและอาอี๊ เขาไม่เคยสนใจฉันเลย อาอี๊บอกว่าเขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องที่เขาคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือ เกี่ยวกับนักประพันธ์ เกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของวรรณกรรมต่อสังคม อาอี๊บอกอีกว่า เขาเริ่มคุยกับอาอี๊ด้วยเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เขาได้รู้ว่าอาอี๊เป็นหนอนนังสือเช่นเดียวกับเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ฉันกับอาม่าอยู่ที่เพชรบุรี ครั้นอาอี๊นึกสนุกอยากทำห้องสมุดประชาชนไว้บริการหนอนหนังสือในชุมชน อาอี๊จึงเรียกให้ฉันมาช่วยงาน อาม่าขอตามฉันมาอยู่กรุงเทพฯด้วย ที่จริงอาอี๊ไม่อยากให้อาม่ามาอยู่กรุงเทพฯเลย อาอี๊บอกว่าอาม่าอยู่กับอาโกที่เพชรบุรีก็ดีอยู่แล้ว เพราะอากาศที่นั่นดีกว่าที่กรุงเทพฯ อาม่างอนอาอี๊ยกใหญ่ แต่ใครๆก็รู้ว่าไม่มีใครสามารถขัดใจอาม่าได้ ท่านบอกว่าท่านจะมาท่านก็ต้องมา ท่านให้เหตุผลว่าที่ท่านต้องมาก็เพราะว่าหลานสาวของท่านคนนี้สวยกว่าใคร ท่านทั้งห่วงทั้งหวงท่านจึงต้องมาดูแล เหตุผลข้อนี้ทำให้ฉันต้องยิ้มจนแก้มแทบปริ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาอี๊สละที่ดินส่วนหนึ่งบริเวณหน้าบ้านเพื่อสร้างห้องสมุด บริเวณนี้มีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ขึ้นอยู่สามต้น หากใครคนไหนที่ไม่มีหัวใจรักดอกไม้ก็มักจะมองดอกสีชมพูอ่อนที่เกลื่อนพื้นว่ามันช่างรกเสียกระไร ฉันชอบมองเวลาที่ดอกสีชมพูอ่อนเหล่านั้นค่อยๆร่วงหล่นลงพื้น มันเหมือนเป็นสัจธรรมว่า สิ่งใดก็ตามเมื่อถึงเวลาก็ต้องร่วงโรยไปตามกาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันก้มลงหยิบดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ดอกหนึ่งจากพื้น กลีบดอกสีชมพูอ่อนต้องแรงลมไหวน้อยๆ หันหน้าไปทางเรือนทรงไทยที่อาอี๊ใช้ทำเป็นห้องสมุด ฉันเห็นเขานั่งคุยกับอาม่าอย่างออกรสออกชาติ อีตาคนนี้มีอะไรดีนักหนา ทำไมทั้งอาอี๊และอาม่าจึงชอบคุยกับเขานัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาอี๊เคยบอกกับฉันว่า เขาคนนี้เป็นผู้ที่เข้ามาช่วยให้โครงการห้องสมุดฯของอาอี๊เสร็จสมบูรณ์ เขาเป็นคนที่ช่วยเลือกแบบเรือนทรงไทยขนาดเล็กเพื่อใช้ทำอาคารห้องสมุด เขามาช่วยดูแลการก่อสร้าง เขาลงแรงทำสวนหน้าเรือนไทยด้วยตัวเอง เขามอบหนังสือที่เขามีให้ห้องสมุดแห่งนี้ เขาเป็นคนตั้งชื่อห้องสมุดแห่งนี้ว่า"ดวงใจเล็กๆของเราเอง" อาอี๊บอกว่าหัวใจของผู้ชายคนนี้มีรูปร่างคล้ายรูปเล่มหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาม่าปลื้มเขามากที่เขาชอบคุยถึงผลงานของอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์อิสระเมืองเพชรบุรี ฉันเคยได้ยินเขาคุยว่าเขาชื่นชอบงานของปราชญ์ท่านนี้มาก เขาบอกว่าเขาได้ความรู้และอะไรอีกหลายๆอย่างซึ่งฉันก็ขี้เกียจจำ อาอี๊เคยแซวเขาว่าอ่านหนังสือมาก็มากแล้ว น่าจะลองเขียนหนังสือดูบ้าง ฉันเห็นเขายิ้มแล้วบอกกับอาอี๊ว่าเขาเขียนหนังสือทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาบอกว่าเขาเขียนบันทึกประจำวันทุกวัน นอกจากนี้เขายังเขียนเรื่องสั้นส่งไปตามนิตยสารต่างๆด้วย เขายิ้มแหยๆก่อนพูดว่าลงตะกร้าหมดเลยครับ แต่ขณะที่พูดเขาไม่มีสีหน้าที่บ่งบอกว่าเขาเสียใจเลยสักนิด เขาบอกว่าอาจินต์ ปัญจพรรค์เคยกล่าวว่า"ตะกร้าสร้างนักเขียนมาทุกยุค" ซึ่งเขาก็ถือเอาคำกล่าวนี้เป็นกำลังใจให้ตนเอง และเชื่อว่าสักวันหนึ่งตะกร้าจะต้องเต็ม!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยอมรับว่าการฟังหนอนหนังสือคุยกันมันทำให้ฉันงงอยู่บ้าง แต่ละประโยคที่พวกเขาพูดกันมันทำให้ฉันรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรที่ต้องคิดต่อได้อีกร้อยแปดประการ ฉันดูแล้วทั้งอาอี๊และอาม่าต่างมีความสุขที่ได้คุยกับเขา บางทีฉันก็เห็นพวกเขาใช้เวลาครึ่งค่อนวันคุยกันเรื่องหนังสือแค่เล่มเดียว ไม่รู้ว่าเขาไปขุดข้อมูลมาจากไหนตั้งมากมาย อาอี๊ของฉันก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ บางครั้งก็ใช้ให้ฉันไปค้นหาหนังสือเพื่อมายืนยันในสิ่งที่ท่านจะเล่าให้เขาฟัง อาม่าก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย หลายครั้งฉันจึงต้องอ่นหนังสือให้อาม่าฟัง ซึ่งหนังสือเหล่านั้นคือหนังสือที่พวกเขาตกลงกันว่าจะมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นกันในบ่ายวันอาทิตย์ถัดไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันปล่อยดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ในมือให้หล่นลงพื้น มันปลิวไปปนกับพวกของมันบนลานหญ้า ไม่เห็นว่ามันจะเหมือนดอกซากุระตรงไหนเลย ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงชอบมองอะไรผิวเผินอย่างนี้นะ ทำไมเขาจึงกล้าเรียกดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ว่าซากุระเมืองไทย คงเป็นเพราะการมองอะไรโดยผิวเผินแบบนี้กระมัง เขาจึงยังไม่สามารถเขียนหนังสือให้สำนักพิมพ์ซื้อไปพิมพ์ได้ น่าสมน้ำหน้านัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือแม้แต่การเอ่ยปากถามฉันว่าฉันเห็นด้วยกับเขาไหม? เขาก็ยังถามอย่างเสียมิได้ ถามเสร็จก็เดินจากไปโดยไม่สนใจเลยว่าฉันจะตอบยังไง...ไอ้ผู้ชายบ้า!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่าที่จริงแล้วเขาก็เป็นผู้ชายหน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นน่าสนใจตรงไหนเลย หน้าที่การงานก็งั้นๆ เขาไม่มีอะไรที่ฉันควรจะสนใจเลยสักนิด แถมยังเป็นคนที่ฉันรู้สึกหงุดหงิดในความเฉยชาเสียด้วยซี สามครั้งแล้วนะที่เขาเข้ามาพูดกับฉันแล้วเดินหนีไปโดยไม่รอฟังคำตอบ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันทำงานในห้องสมุดของอาอี๊ในตำแหน่งบรรณารักษ์ ฉันไม่ค่อยถนัดด้านนี้เท่าใดเพราะไม่ได้เรียนมาทางนี้ แต่ฉันก็ทำหน้าที่ได้ดีจนอาอี๊เอ่ยปากชม แม้งานบรรณารักษ์จะไม่ใช่งานในฝันของฉัน แต่ฉันก็มีความสุขกับมัน และถึงแม้ในบางห้วงฉันจะคิดถึงงานอื่นที่มันให้ความมั่นคงแก่ฉันมากกว่านี้ เป็นต้นว่างานอื่นใดก็ได้ที่ไม่ใช่งานรับจ้างญาติพี่น้องของตนเอง ฉันอยากจะโบยบินเหมือนดั่งเพื่อนสาวร่วมสมัย ซึ่งพวกเธอเหล่านั้นดำเนินชีวิตตามแบบฉบับของสาวสมัยใหม่ ผิดกับฉันที่ถูกเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนโดยคนรุ่นย่า และกลายเป็นว่าฉันต้องดำเนินชีวิตเหมือนตอนอาม่าเป็นสาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปล่าหรอก! ฉันไม่ได้หมายความว่าในชีวิตประจำวันฉันต้องนั่งร้อยมาลัยและวุ่นอยู่แต่ในครัว ฉันแค่อยากมีความมั่นใจว่าฉันสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ ฉันรักอาม่าและอาม่าก็รักฉันมาก แต่อาม่าจะอยู่กับฉันตลอดไปก็คงเป็นไปไม่ได้ ฉันไม่อยากคิดในทางอกุศล แต่ถ้าอาม่าจากฉันไปล่ะ...ฉันจะอยู่กับใคร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีผู้ชายหลายคนที่เข้ามาติดพันฉัน ทั้งอาม่าและอาอี๊ต่างให้อิสระแก่ฉันในการเลือกคบใครก็ได้ อาม่าบอกว่าเรื่องคู่ครองของฉันท่านให้ฉันตัดสินใจเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายครั้งที่ฉันนึกสนุกแล้วปั่นหัวผู้ชายเหล่านั้นเล่น อาอี๊แซวฉันว่ามัวแต่แกล้งให้ผู้ชายเป็นทุกข์ระวังเวรกรรมจะคืนสนอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีแรกฉันก็ไม่ได้สนใจในคำแซวของอาอี๊ ฉันคิดว่าฉันคงไม่มีวันเสียใจเพราะผู้ชายแน่นอน ผู้ชายต่างหากที่ต้องเสียใจเพราะฉัน แต่แล้ววันหนึ่งฉันก็ได้ซาบซึ้งกับคำของอาอี๊ หลังจากฉันว่างจากงานบนโต๊ะ ฉันก็นึกสนุกอยากฟังการอภิปรายเรื่องหนังสือประจำบ่ายวันอาทิตย์ ฉันเสนอหน้าไปนั่งฟังหนอนหนังสืออาวุโสคุยกัน ฉันไม่รู้ว่าฉันไปนั่งฟังอีท่าไหน พอตกเย็นอาอี๊ก็เรียกฉันไปถามว่าทำไมจึงไปนั่งจ้องหน้าเขาอย่างนั้น?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันบอกอาอี๊ว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เขาก็เป็นคนกันเองกับพวกเรา ฉันบอกอีกด้วยว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาหรอก อาอี๊พูดว่าไม่ได้คิดอะไรก็ดีแล้ว เพราะผู้ชายคนนี้มีคนที่เขารักอยู่แล้ว...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วคืนนั้นฉันก็ต้องนอนร้องไห้ และได้รู้สึกเป็นครั้งแรกในชีวิตว่าการได้เสียน้ำตาให้กับผู้ชายนั้น มันมาจากความรู้สึกที่เจ็บปวดเหนือกว่าความเจ็บปวดอื่นใดที่ฉันเคยเผชิญมา!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชมพูพันธุ์ทิพย์ทะยอยร่วงลงมาไม่ขาดสาย ลมร้อนปลายฤดูพัดใบไม้ไหวเบาๆ ดอกไม้ในสวนหน้าห้องสมุดต่างบานเบ่งอวดแสงแดด แต่บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งนี้กลับทำหน้าบอกบุญไม่รับโดยไม่มีเหตุผล นี่คือข้อสังเกตของอาอี๊ ทั้งยังมีอาม่าคอยผสมโรงสังเกตอยู่ด้วยอีกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่แหละกระมังที่เขาเรียกว่าความรัก จากหญิงสาวที่หยิ่งในรูปโฉมของตนเอง มีความสุขกับการแกล้งให้ผู้ชายปวดใจเล่น กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งทอดถอนใจอยู่คนเดียว และต้องแอบนอนร้องไห้อยู่บ่อยๆ ทั้งที่เขาคนนั้นไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้มาหลอกลวงอะไรเลย เพียงแค่เขามีแฟนแล้วเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ในเมื่อฉันมีความั่นใจว่ายังมีผู้ชายจำนวนอีกไม่น้อยรอให้ฉันเลือก แล้วใยฉันต้องอาลัยอาวรณ์กะอีแค่ผู้ชายที่เคยพูดกับฉันแค่สามประโยค ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเริ่มพิจารณาผู้ชายที่มาชอบฉัน แม้จะนึกรำคาญกับท่าทีเจ้าชู้ประตูดินของหลายๆคน แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ดูแล้วเข้าท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากพิจารณาจากความเสมอต้นเสมอปลาย ความเป็นสุภาพบุรุษ และความเอาใจใส่ในความรู้สึกของฉัน ฉันก็คิดว่าฉันพบแล้วล่ะ มิพักต้องพูดถึงรายละเอียดผิวเผินอย่างรูปร่างหน้าตา ฐานะทางครอบครัว และวุฒิการศึกษา ฉันก็คิดว่าเขาคนนี้เข้าท่ากว่าคนอื่น เขาไม่ใช่คนอื่นไกล เขาคือลูกชายของเจ้าของบริษัทที่อาเตี๋ย(แฟนอาอี๊)ทำงานอยู่ เขารู้จักกับฉันก็โดยการแนะนำของอาอี๊ เขามีส่วนสำคัญในการสร้างห้องสมุดแห่งนี้ในฐานะผู้บริจาคเงินสร้างเรือนทรงไทยเกือบทั้งหมด ด้วยประการทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คงจะสมเหตุสมผลสำหรับการตัดสินใจเลือกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงแค่ฉันทำท่าว่าฉันให้ความสนใจในตัวเขามากกว่าคนอื่น ชายหนุ่มที่อาอี๊เรียกอย่างรักใคร่ว่า"พ่ออิศรา"ก็หมั่นทำคะแนนไม่หยุดหย่อน หนังเรื่องแล้วเรื่องเล่า มื้อเย็นครั้งแล้วครั้งเล่า เพลงเพราะๆและบรรยากาศโรแมนติก สถานที่เลิศหรูราคาแพงที่พวกไฮโซชอบไปกัน เรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของเมืองไทย หรือแม้แต่ดอกซากุระที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่น่าเชื่อว่าชายหนุ่มที่ชื่ออิศราจะบันดาลให้ฉันได้ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งอาอี๊และอาม่าเหมือนจะรู้ว่าฉันกำลังเตรียมตัวจะไปเป็นสะใภ้ไฮโซ ท่านจ้างบรรณารักษ์คนใหม่มาดูแลห้องสมุด ฉันเลยไม่มีหน้าที่อันใดในห้องสมุดนั้นอีกแล้ว คงเหลือแค่หน้าที่ดูแลอาม่าเพียงอย่างเดียว เมื่อใดที่อิศรามาชวนฉันไปเที่ยว หากอาม่าอนุญาตฉันก็ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในชีวิตของฉันนับตั้งแต่เล็กจนโต หากจะมีช่วงเวลาใดที่ฉันรู้สึกสุขสบายมากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นช่วงเวลานี้ อิศราเขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาเอาใจใส่ฉันอย่างกับฉันเป็นเทพธิดา เขาปรนเปรอฉันด้วยทุกอย่างที่เขาหาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาผ่านไปนานเท่าใดฉันก็ไม่รู้ ในช่วงที่เรามีความสุขเราจะรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ชมพูพันธุ์ทิพย์หน้าห้องสมุดเหลือเพียงใบสีเขียว ฤดูร้อนเปลี่ยนผ่านเป็นฤดูฝน จากฤดูฝนเปลี่ยนเป็นฤดูหนาว สภาพอากาศหมุนวนไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ครั้นเมื่อวันหนึ่งซึ่งฉันรู้สึกว่าอิศราคงจะมั่นใจในตัวฉัน เขาก็ขอฉันแต่งงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิศราพาฉันไปพบพ่อแม่ของเขา แม้ฉันจะรู้สึกประหม่าในความใหญ่โตของบ้านและพิธีรีตองอย่างกับในละครทีวี แต่ฉันก็สัมผัสได้ถึงความเอ็นดูที่ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านมอบให้ฉัน นานวันเข้าฉันก็เริ่มคุ้นเคยและกลายเป็นคนกันเองของบ้านนั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ฉันก็ไม่เคยไปหาเขาก่อนเลยสักครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้อาม่าและอาอี๊จะให้อิสระแก่ฉันในการตัดสินใจเรื่องครอบครัว แต่ครั้นอิศราเอ่ยปากขอฉันแต่งงาน ฉันก็จำเป็นต้องบอกว่าแล้วแต่อาม่าและอาอี๊ ซึ่งการผัดผ่อนไว้เช่นนี้มันทำให้ฉันมีเวลาตั้งตัว แม้ฉันจะมั่นใจว่าอิศรารักฉันคนเดียว แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรยังค้างคาใจอยู่ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อไม่นานมานี้เองว่า วงสนทนาเรื่องหนังสือในบ่ายวันอาทิตย์ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาคนนั้นไม่เคยมาที่ห้องสมุดของอาอี๊อีกเลย!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันหาเวลาไปถามอาอี๊ด้วยรอยยิ้ม หากแต่อาอี๊กลับทำหน้าเศร้าแล้วถอนหายใจ ชายคนที่เฉยชากับฉันไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เขาเลิกกับแฟนของเขาเมื่อปีก่อน เขาลาออกจากงานแล้วแอบมาลาอาอี๊ว่าเขาจะขอเดินตามความฝัน เขาอยากเป็นนักประพันธ์! เขาหนีจากกรุงเทพฯแล้วเดินทางไปเรื่อยๆ ครั้งล่าสุดที่เขาส่งข่าวมาบอกอาอี๊ก็คือตอนที่เขากำลังจะเข้าเขตเวียงจันท์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาอี๊บอกกับฉันอีกว่า เหตุที่เขาต้องเลิกกับแฟนก็เพราะว่าแฟนของเขารักผู้ชายคนใหม่!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วครั้นตกตอนกลางคืน ฉันก็พบว่าตัวเองนอนร้องไห้อีกแล้ว เป็นการร้องไห้ให้กับผู้ชายที่เฉยชากับฉัน นับเป็นครั้งที่สองที่ฉันต้องเสียน้ำตาให้เขา ทั้งๆที่เขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาม่ากับอาอี๊เรียกฉันไปคุยให้แน่ใจเรื่องอิศรา ท่านบอกว่านี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดของลูกผู้หญิง ทั้งอาม่าและอาอี๊ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าฉันควรจะแต่งงานกับเขา เพราะเขาคือผู้ชายที่เหมาะสมที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วฉันกลับพบว่าตัวเองไม่พร้อมเอาดื้อๆ ฉันบอกอาม่าและอาอี๊ว่าฉันไม่อยากแต่ง อาอี๊ด่าฉันยกใหญ่ อาม่าก็พลอยทำหน้าไม่เข้าใจในตัวฉัน ท่านถามว่าฉันรู้ตัวบ้างไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฉันตอบว่าฉันไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันบอกอิศราในวันต่อมาว่าฉันไม่ได้รักเขา อิศราเปลี่ยนเป็นคนละคนทันที ฉันรู้สึกเห็นใจเขาแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อิศรารักฉันด้วยใจจริงและเขาก็ทุ่มเทให้ฉันเป็นอย่างมาก แต่ฉันจะอยู่กับเขาได้ยังไงในเมื่อใจฉันยังพะวงถึงใครคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ความสุขสบายที่อิศรามีให้ฉันมันคงเทียบไม่ได้กับการที่ฉันสุขเพราะได้รักคนที่ฉันรัก แม้ตอนนี้ฉันจะไม่รู้ว่าเขาอยู่แห่งหนตำบลใด แต่ฉันเชื่อว่าสักวันเขาจะต้องกลับมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วอิศราก็เผยให้เห็นอีกด้านของเขา เขากินเหล้าเมาแล้วมาอาละวาดใส่ฉันบ่อยๆ เขาชี้หน้าฉันแล้วด่าอย่างสาดเสียเทเสีย หนักเข้าเขาก็ว่าแค่ผู้หญิงเพียงคนเดียวเขาหาที่ไหนก็ได้ เขาร้องไห้ ฉันก็ร้องไห้ ฉันไม่ได้ตั้งใจหลอกอิศราเลยแม้แต่น้อย ฉันแค่ไม่เข้าใจตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิศราอาละวาดจนฉันอายอยากแทรกแผ่นดินหนี มันทำให้ฉันคิดถึงเขาคนนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตอนที่เขาถูกคนรักบอกเลิกนั้น เขาจะมีอาการเหมือนอิศราตอนนี้ไหมหนอ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันเวลาช่วยให้อิศราเลิกราไปเอง ฉันมองผลงานของเขาด้วยควมเจ็บปวด กระถางดอกไม้แตกไปหลายใบ ป้ายชื่อห้องสมุดหล่นลงมาแตกเสียหาย ฉันมองป้าย"ดวงใจเล็กๆของเราเอง"ที่แตกเป็นเสี่ยงๆแล้วฉันก็ร้องไห้...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาม่าพาฉันกลับเพชรบุรีในหลายวันถัดมา ฉันใช้ชีวิตในเมืองเพชรบุรีอย่างหมดอาลัยตายอยาก อาม่าถามฉันอีกครั้งว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่? ฉันเจ็บปวดจนไม่สามารถเก็บไว้คนเดียวได้อีกต่อไป ฉันบอกอาม่าว่าฉันรักคนที่เขาไม่ได้รักฉัน แล้วทุกสั่งทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตา อามาโอบกอดฉันด้วยความรัก ฉันนอนร้องไห้จนหลับไปบนตักอาม่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันคล้ายดั่งคนที่ไม่รู้จักโต นี่หรือคือคนที่เคยอวดดีอยากมีปีกกล้าขาแข็ง นี่หรือคือคนที่อยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ฉันอยู่ในความประคบประหงมของอาม่าจนกระทั่งถึงฤดูที่ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ผลิบานอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาอี๊มารับฉันกับอาม่าเข้ากรุงเทพฯ บรรณารักษ์ที่อาอี๊จ้างมาทำงานได้ขอลาออกเพื่อไปเรียนต่อ ฉันกลับเข้าทำหน้าที่บรรณารักษ์เช่นดังเดิม อาอี๊ล้อว่าฉันเป็นบรรณารักษ์ที่กำลังฟื้นไข้ และคงจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปหากไม่รู้จักโต แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อาอี๊ก็ขอให้ฉันทำหน้าที่ของฉันให้ดี เพราะมีแต่งานเท่านั้นจะช่วยฉันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเฝ้ามองดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงหล่นลงพื้น มันกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ นานๆครั้งฉันจึงปัดกวาดมันทีหนึ่ง ฉันทำหน้าที่บรรณารักษ์สลับกับหน้าที่คนสวน แล้ววันหนึ่งอาอี๊ก็มาบอกฉันว่าอิศราแต่งงานไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันรับฟังด้วยความรู้สึกยินดี และคิดว่าเขาจะต้องมีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข่าวคราวในแวดวงหนังสือทำให้ฉันได้รู้ว่า เขาคนนั้นได้เป็นนักเขียนสมใจแล้ว เขามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ในห้องสมุดของฉันมีหนังสือของเขาทุกเล่ม เขาสามารถเขียนได้ทั้งบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี ฉันเฝ้าอ่านงานของเขาด้วยความคิดถึง แล้วฉันก็พบว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนที่เขาเขียนเกี่ยวกับความรักเลย เขากำลังหลบหนีเรื่องราวที่ทำให้เขาเจ็บปวด แต่เขากลับลืม"ดวงใจเล็กๆของเราเอง"ที่เขาสร้างมากับมือ ถ้าหากเขาย้อนกลับมาที่นี่ ฉันเชื่อว่าเขาจะได้พบดวงใจเล็กๆของเขาที่ฉันเฝ้าดูแลด้วยความรักและทะนุถนอม และฉันก็มั่นใจว่าฉันจะไม่เหลวไหลปล่อยปละละเลยมันอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จู่ๆวันหนึ่งอาอี๊ก็วุ่นวายอยู่กับการจัดโต๊ะใต้ต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ แล้วบ่ายวันนั้นเขาก็ปรากฏตัวมาพร้อมหนังสือกองโต อาม่า อาอี๊ และเขานั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติอยู่ตรงนั้น ดูท่าทางพวกเขาช่างมีความสุขเหลือเกิน แล้วความต้องการของหัวใจก็ผลักให้ฉันก้าวเดินไปหาพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเลือกนั่งใกล้อาม่าเพื่อฉันจะได้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา ฉันเห็นเขาอย่างเต็มตา เขามองมาทางฉันแล้วถามว่าฉันเป็นอะไร...ทำไมจึงร้องไห้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันบอกเขาว่าฉันเป็นอะไรตั้งหลายอย่างตอนที่เขาไม่อยู่ แต่ตอนนี้ฉันขออนุญาตเข้าเป็นสมาชิกหนอนหนังสือด้วยอีกคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขายิ้มแล้วพูดว่าวันนี้ยังไม่ได้คุยถึงเรื่องหนังสือเลย แล้วอาอี๊ก็ลุกขึ้นพยุงอาม่าเข้าบ้าน สายลมยามบ่ายพัดดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ร่วงหล่นดอกแล้วดอกเล่า ฉันร้องไห้แล้วบอกเขาอย่างไม่อายว่าฉันรักเขา เขาก้มลงหยิบชมพูพันธุ์ทิพย์ดอกหนึ่งมาวางลงบนมือฉัน แล้วเขาก็พูดว่าถึงยังไงเขาก็เห็นว่าชมพูพันธุ์ทิพย์คือซากุระเมืองไทย ฉันพยักหน้าเห็นด้วย เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่าเขากำลังอยากเขียนเรื่องที่เขาไม่เคยเขียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเขาก็ลงมือเขียนทันใดเดี๋ยวนั้นเลย ฉันเช็ดน้ำตาแล้วจ้องมองบนหัวกระดาษ แม้จะต้องอ่านแบบกลับหัวกลับหาง แต่ฉันก็รู้ว่าชื่อเรื่องที่เขาตั้งนั้นคือ...ดวงใจเล็กๆของเราเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยิ้มทั้งน้ำตา ใช่! ดวงใจเล็กๆของเราเอง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เผยแพร่ครั้งแรก winbookclub)&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-4022612344424524709?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4022612344424524709'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/4022612344424524709'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/09/blog-post_02.html' title='&quot;ดวงใจเล็กๆของเราเอง&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6112846060806554797.post-1847419493319645138</id><published>2009-08-18T21:39:00.000+07:00</published><updated>2009-11-21T21:04:57.718+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จดหมาย'/><title type='text'>"77 วันอันตราย"</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: small;"&gt;ศิษย์ทวดที่เคารพรัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคาดไม่ถึงเลยว่า บาทาข้างซ้ายของตนจะเผลอพลาดไปย่ำเอาหัวใจดวงน้อยของท่านได้ เหตุการณ์ ณ อดีตกาลนั้น ผมจำเหตุผลของตนในครั้งนั้นได้แค่เพียงว่า ผมไม่ไหวแล้วจริงๆสำหรับเวลาที่เสียไปให้กับบล็อกบอร์ด การตรากตรำทำงานหนักทำให้ร่างกายผมอ่อนเพลีย กลับถึงบ้านก็อยากแต่จะเอาหัวทิ่มหมอน หลายอย่าง! ถ้าจะร่ายเรียงกันจริงๆก็ต้องพูดว่ามันเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง พูดไปพูดมาก็คงไม่พ้นการแก้ต่างให้ตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่าผมเองก็ขาดความลึกซึ้งบางประการ บ้านเล็กบ้านน้อยที่สร้างไว้ ผมคิดแต่เพียงว่าสร้างได้ก็ทิ้งได้ ไม่เห็นเป็นไร ลืมคิดไปถึงบางใครที่เฝ้าดูและเอาใจช่วยให้ผมก่อสร้างบ้านสำหรับเก็บผลงานเขียนของตนให้สมบูรณ์แบบ ผมก้าวเท้าขวาหนีออกมาก่อน แล้วเท้าซ้ายก็ก้าวตามมา หากเวลานั้นผมจะเอะใจสักนิด ก็น่าจะเห็นเศษหัวใจของใครบางคนติดฝ่าเท้ามาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size: small;"&gt;&lt;br /&gt;คำขอโทษที่ถ้าผมจะพูดออกไป มันคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นนัก แต่ในฐานะที่เป็นศิษย์เหลนผู้เหลวไหล เคยเมาเข้าบ้านหนอนด้วยกันมา ก็ใคร่จะเขียนจดหมายกราบขอขมาแนบหลังบาทาทั้งสองข้างของท่านในวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอศิษย์ทวดได้โปรดให้อภัยในความไม่เอาไหนของผม ความเหลวไหล ความเกียจคร้านและอีกสารพัดความที่ล้วนแต่ส่งผลเชิงลบต่องานเขียน ผมไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถตัดตอนไอ้ความไม่ดีเหล่านี้ได้หรือไม่ แต่ ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ หัวใจของผมล้นปรี่ด้วยกระแสธารแห่งความมุ่งมั่น แต่ก็สงบนิ่ง เยือกเย็น มิได้ไหลพล่านเหมือนตอนได้รับคำชมจากนักเขียนซีไรต์คนนั้น ว่าที่จริงก็อาจจะเป็นด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด และวัยอันละอ่อน เกิดฟลุ๊คเขียนอะไรเข้าท่าขึ้นมาสักชิ้น นักเขียนท่านนั้นก็อุตส่าห์มาชมด้วยหวังดีและชี้แนะโดยความบริสุทธิ์แห่งใจ แล้วใครหน้าไหนบ้างเล่าที่จะไม่ลิงโลด นี่ถ้าผมเป็นคนที่รู้จักวิเคราะห์ตัวเองสักนิด คงจะตีแตกถึงถ้อยคำที่ท่านผู้นั้นชี้แนะตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้ขอให้ศิษย์ทวดจงให้อภัย ทั้งต่อความไม่เอาไหน ความเหลวไหล ความเกียจคร้าน และความโง่ที่ผมมีมาตั้งแต่เกิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดอกไม้ระหว่างทางที่ผมบังเอิญเดินไปพบ ก็ต้องสารภาพว่ามันเป็นดอกไม้ที่สวยงาม มันไม่มีสีที่ชัดเจนนัก จะว่ามันเหมือนดอกกุหลาบแห่งรักแรกก็ได้ จะว่ามันขาวสะอาดบริสุทธิ์เหมือนดอกมะลิก็ได้ หรืองามงอนอรชรอ้อนแอ้นและบอบบางเหมือนกล้วยไม้ก็ได้ มันทำให้คนที่เพิ่งค้นพบยิ้มไม่หุบถึง 3 วันเต็มๆ กลิ่นนั้นหรือก็หอมเย็นชื่นใจ เกสรน้ำหวานข้างในก็ไม่ต่างจากรสสุคนธ์แห่งสรวงสวรรค์ ผมคุกเข่าก้มลงเสพน้ำหวานจนก้นโด่ แต่ก็รู้แน่แก่ใจอยู่แล้วว่า หากท่านได้ทราบข่าว คงจะรีบวิ่งแจ้นมาจากด้านหลัง ถลกชายโสร่งถีบก้นผมจนหัวคะมำ แต่เสียใจ! เสียใจจริงๆที่ผมไม่อาจปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้ ผมลุกขึ้นยืนแล้วตอนที่ท่านเพิ่งกระหืดกระหอบมาถึง ผมมองไปข้างหน้า แม้จะยังไม่ชัดเจนนักว่าจะก้าวไปยังไงต่อ แต่จดหมายท้ารบที่ผมมัดติดดอกธนูก็พอจะบอกได้ว่า นั่นควรจะเป็นทิศทางที่ผมจะต้องเดินไปก่อนเป็นลำดับแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต่ำกว่าหน้า200หน้ากระดาษ A4 ขนาดตัวอักษร 16 แบบอักษร Cordia จะเรียงส้ายล่าย หลังจากเที่ยงคืนวันที่ 31 ตุลาคม นับจากวันนี้ (17 ส.ค. ) ผมเหลือเวลาอีก 77 วัน เป็น 77 วันอันตรายที่จะชี้วัดว่า ผมจะมีวินัยต่อการกระทำในสิ่งที่ตัวเองรักสักขนาดไหน อันที่จริงผมควรจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ แต่มันเหมือนยังมีอะไรบางอย่างติดค้างคาใจอยู่ จดหมายฉบับนี้น่าจะใช่สิ่งนั้น แม้ฝีมือการชกจะห่วยแตกสักเพียงใดก็ตาม ผมขอไหว้ครูด้วยท่วงท่าลีลาอันงดงามสัก 2-3 หน้ากระดาษก่อนก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วยังจะอะไรที่เขียวๆติดปลายนวมนั่นอีก ยวนใจไม่ใช่หยอกนะนั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้เขียนกราบขอขมาแทบเท้าแล้ว และได้ทำความตกลงกติกาการรบเป็นที่เข้าใจแล้ว ลำดับต่อมาที่ผมอยากจะเขียน ก็คือขอบคุณศิษย์ทวดที่กรุณาแนะนำวิธีตอกตะปูฝาบ้านและวิธีเรียงแผ่นกระดานให้สวยงาม คำอธิบายที่ท่านสู้อุตส่าห์บรรยายมา ผมต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะ get ผมไปดาวน์โหลดฝาบ้านเก็บไว้ในเครื่อง แล้วทำโน่นทำนี่กับมันสารพัดตามวิธีที่ท่านบอก แต่พอกด อัปโหลดขึ้นประกอบเป็นฝาผนัง มันก็พังครืนทุกครั้งไป มันบอกว่าเราตอกตะปูผิดรู หรือเพราะปัญหาห่าเหวอะไรของมันก็ไม่รู้ วันนี้ผมฉวยฆ้อนได้ก็ฟาดมั่วไปหมด มันดันสำเร็จจนผมเองก็งง สารภาพว่าผมลืมไปหมดแล้วว่าผม “คลิก” ตรงไหนบ้าง (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านหลังนี้คืนบ้านหลังสุดท้ายที่ผมจะอยู่ หรือถ้าหากจะมีเหตุการณ์อะไรให้ต้องย้ายสำมะโนครัว ไปอยู่เขตอื่น ชื่อบ้านก็จะยังคงเดิม จุดประสงค์ของการก่อสร้างก็จะยังคงเดิม คือเก็บตัวหนังสือของตนเอง และจะวางแคร่ไว้เสวนากับมิ่งมิตรที่จะมาเยือน แต่ด้วยขณะนี้ยังอยู่ในช่วงอันเดอร์ คอนสตรัคชั่น ผมเกรงว่ามวลมิตรจะซุ่มซ่ามเหยียบตะปูบาดเจ็บเป็นบาดทะยัก จึงยังไม่ได้แจ้งให้ใครทราบ มีเพียงท่านคนเดียวเท่านั้นที่มุดแนวรั้วสังกะสีเข้ามาโดยพลการ แต่เห็นว่าเป็นคนที่รู้จักมักจี่กันมาก่อน ก็เลยยัดเยียดตำแหน่งที่ปรึกษาสถาปนิกเสียเลย การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเรียนเชิญท่านย่ามาเป่าน้ำหมากรดโคนเสา เรียนเชิญแม่พระพายมาร้องเพลง และเรียนเชิญมวลมิตรทั้งหลายมากินตับหวานกันให้พุงกาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงต้องจบจดหมายฉบับนี้เพียงเท่านี้ก่อน เวลาขณะนี้กำลังจะเคลื่อนข้ามเข้าสู่วันที่ 18 สิงหาคม แล้ว ช่วงนี้เวลาของผมทุกวินาทีมีค่าเป็นตัวอักษร แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการนอนหลับให้เพียงพอเพื่อจะได้มีแรงรบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจริญอักขระยิ่งๆขึ้นนะขอรับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศิษย์ผู้เหลน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;17 สิงหาคม 2552&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;23.12 น.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6112846060806554797-1847419493319645138?l=narinthongdee.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/1847419493319645138'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6112846060806554797/posts/default/1847419493319645138'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://narinthongdee.blogspot.com/2009/08/77.html' title='&quot;77 วันอันตราย&quot;'/><author><name>นารินทร์ ทองดี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/04869417300236691390</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='33' height='21' src='http://3.bp.blogspot.com/_0cXWkAzL0mI/SrhbkKQMkjI/AAAAAAAAABQ/HgCdPWviR-8/S220/pen_laying_in_book.jpg'/></author></entry></feed>
